
กสิกรมั่นใจรักษาแชมป์ได้
ตั้งเป้าปี’57เอยูเอ็มแตะ1.05ล้านล้านหวังทิ้งห่างเบอร์สอง1.7แสนล้าน
ตั้งเป้าปี’57เอยูเอ็มแตะ1.05ล้านล้านหวังทิ้งห่างเบอร์สอง1.7แสนล้าน
กสิกรไทย เดินหน้ารักษาส่วนต่างจากคู่แข่งไว้ 1.7 แสนล้านบาท มั่นใจปีหน้าเอยูเอ็ม 1.05 ล้านล้านบาท
นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของบริษัทในปัจจุบันยังมากกว่า บลจ.ที่มีเอยูเอ็มอันดับ 2 ประมาณ 1.75 แสนล้านบาท และในปี 2557 จะพยายามรักษาส่วนต่างไว้ที่ 1.71.8 แสนล้านบาทให้ได้
“ส่วนต่างนี้อาจจะแคบลงก็ได้ หาก บลจ.คู่แข่งมีกองทุนขนาดใหญ่ๆ ออกมา แต่เราจะต้องรักษาระยะห่างนี้เพื่อรักษาตำแหน่ง บลจ.อันดับ 1 เอาไว้ให้ได้ อย่างไรก็ตาม ปี 2557 เราคงไม่มีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานหรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) ขนาดใหญ่หลายหมื่นล้านบาทออกมา แต่จะเป็นการกระจายตามโครงสร้างลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งคาดว่าขนาดกองทุนจะอยู่ประมาณกองทุนละ 5,000 ล้านบาท” นายจงรัก กล่าว
พร้อมกันนี้ นายจงรัก ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่า ในปี 2557 บลจ.กสิกรไทย จะเป็น บลจ.แรกในประเทศไทยที่มีเอยูเอ็มมากกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายเอยูเอ็มสิ้นปี 2557 ไว้ที่ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือ 10% จาก 9.39.4 แสนล้านบาทในปัจจุบัน
“การเติบโตทั้งหมดจะมาจากกองทุนรวม เนื่องจากมั่นใจว่าอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปี 2557 มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคาดว่าอัตราการขยายตัวทางสินเชื่อน่าจะต่ำกว่า 10% ทำให้การแข่งขันระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์จะไม่มากเหมือนปี 2556 นี้แล้ว จึงเป็นโอกาสที่ฐานลูกค้ากองทุนรวมจะเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันกองทุนรวมมีสินทรัพย์สุทธิ 7.1 แสนล้านบาท” นายจงรัก กล่าว
ในขณะเดียวกัน นายจงรัก ยอมรับว่า สินทรัพย์สุทธิของกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยปัจจุบันกองทุนส่วนบุคคลมีสินทรัพย์สุทธิ 7 หมื่นล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ 1.5แสนล้านบาท
นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า กองทุนส่วนบุคคลยังคงเป็นอันดับ 1 โดยมีส่วนต่างจากอันดับ 2 ประมาณ 23 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะสามารถรักษาส่วนต่างนี้เอาไว้ได้
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยส่วนต่างอาจจะลดลงบ้าง เนื่องจากสิ้นปีนี้มีลูกค้าครบกำหนดสัญญาประมาณ 1 แสนล้านบาท และคาดว่าจะสามารถรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้ประมาณ 80% ซึ่งต้องรอสรุปสัญญาในเดือน มี.ค. โดยอีก 20% ที่เหลือที่หายไปเนื่องจากการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างรุนแรง จากเดิมที่ค่าธรรมเนียมการบริหารจะต่ำกว่า 1% แต่ในปัจจุบันลดลงไปต่ำกว่า 0.1% ของสินทรัพย์ที่บริหาร
“ทุกคนก็หวังว่าจะขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง แต่เราก็มั่นใจว่าจะรักษาตำแหน่งไว้ได้ ซึ่งในที่สุดต้องมาวัดกันว่าผลจะเป็นอย่างไร” นายจงรัก กล่าว







