
ต่ำสุด 1,175 ดอลล์
‘จิตติ’ฟันธงแนวรับราคาทองไม่หวั่นคิวอี.แนะวางกติกาเทรดออนไลน์ก่อนเกิดปัญหา
‘จิตติ’ฟันธงแนวรับราคาทองไม่หวั่นคิวอี.แนะวางกติกาเทรดออนไลน์ก่อนเกิดปัญหา
“จิตติ” การันตีลดคิวอีไม่มีผลต่อทองคำ ราคาลงลึกไม่เกิน 1,175 เหรียญสหรัฐ เตือนอย่าเชื่อข่าวลือ
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในปี 2557 คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 1,175 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และมีโอกาสขึ้นไปสูงสุดที่ 1,450 เหรียญสหรัฐ แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการยกเลิกมาตรการคิวอีจากที่เคยใช้ถึง 8.5 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อเดือนก็ตาม เพราะการซื้อขายคงไม่ยอมขาดทุนจากต้นทุนของผู้ผลิตอยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐ หรือบางรายอาจจะสูงกว่า 1,200 เหรียญสหรัฐ
สำหรับราคาทองในรูปเงินบาทจะเป็นเท่าไรขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนตัวมากถึง 30 สตางค์ต่อเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่ผ่านมาเคยแกว่งวันละ 10 สตางค์เท่านั้น ทั้งนี้ กรณีเงินบาทอ่อนลง 10 สตางค์ จะมีผลต่อราคาทองถึง 60 บาทเศษ ถ้า 20 สตางค์ ก็ 130 บาทแล้วทั้งนี้เมื่อวันศุกร์เงินบาทปิดที่ 32.61 บาท ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปีเศษเทียบกับระดับ 32.04 บาท เมื่อวันศุกร์ที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา
“ผมมั่นใจว่า มาตรการคิวอีไม่มีผลต่อการซื้อขายทองคำมากนัก ราคาจะแกว่งตัวตามข่าวที่เกิดขึ้นมากกว่า เพราะฉะนั้นขอเตือนนักลงทุนว่าอย่าตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อข่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพราะหลายครั้งข่าวก็ไม่เป็นความจริง เช่น กรณีเรื่องธนาคารกลางไซปรัสจำเป็นต้องขายทองไปใช้หนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า ไซปรัสขายออกแค่ 3 ล้านตันเท่านั้นนับว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยมีการซื้อขายทองมากกว่า 10 ล้านตัน ส่วนกองทุนต่างประเทศก็ขายทองออกไม่มากเช่นเดียวกัน ขณะที่เอเชียซื้อมากรวมถึงประเทศไทยด้วย แต่ยังไม่ขายออกเพราะติดในต้นทุนสูง” นายจิตติ กล่าว
นอกจากนั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการตัดสินใจลงทุน ไม่ควรหลงเชื่อคำแนะนำของโบรกเกอร์ เพราะบางครั้งบอกนักลงทุนคนหนึ่งว่าแนวโน้มทองจะลง แต่บอกกับอีกคนว่าราคาจะขึ้น เพื่อให้การซื้อและขายแมตช์กันได้ เท่ากับว่าจะมีคนหนึ่งได้และอีกคนหนึ่งขาดทุน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาความผันผวนของราคาทองได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับนักลงทุนแล้วอย่างที่เคยเกิดขึ้นในเดือนเม.ย. 2556 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ตลาดมีการกำหนดเงินประกันหรือมาร์จิ้นต่ำไป 67% เมื่อราคาทองร่วงลงไปแรงกว่านั้นจึงดูแลไม่ได้ จนทำให้เกิดการฟ้องร้องให้ชั้นศาลเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ในส่วนของบริษัทก็ฟ้องกันเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาแก้ปัญหา มีการเจรจากันอีกนาน หรือจะให้ลูกค้าทยอยชำระหนี้ หรือมิเช่นนั้นอาจจะต้องตัดหนี้สูญ
นายจิตติ กล่าวว่า สมาคมยังเป็นห่วงเรื่องการซื้อขายทองออนไลน์ที่มีขึ้นมาประมาณ 2 ปี แม้ขณะนี้ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่เกรงว่าหากมีผู้ไม่บริสุทธิ์ใจมาเป็นนายหน้า ให้ลูกค้าโอนเงินค่าซื้อให้แล้วแต่ถึงเวลาไม่มีทองมาส่งมอบให้ เพราะเวลานี้มีบริษัทหลายแห่ง ไม่รู้ใครเป็นใคร จึงขอให้หน่วยงานต่างๆ หามาตรการมาดูแลหรือป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
ด้านนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ยอมรับว่าราคาทองคำเมื่อเดือน เม.ย. ที่รูดลงแรงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อวัน ขณะที่ตลาดในประเทศไทยปิดทำการสองวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และแม้ว่าวันที่ตลาดเปิดการซื้อขายแล้วราคาเด้งกลับขึ้นมา50 เหรียญสหรัฐก็ตามแต่ก็ยังไม่พอ ทำให้มีการฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างลูกค้ากับโบรกเกอร์ ส่วนหนึ่งเกิดจากเหตุสุดวิสัย เช่น โบรกเกอร์ติดต่อลูกค้าไม่ได้ จึงไม่ได้นำเงินมาวางเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีการแก้ไขเช่น ตอนนักลงทุนมาเปิดซื้อขายสินค้าอนุพันธ์จะมีการทำความเข้าใจกันมากขึ้นและมีความชัดเจน
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX กล่าวว่า การกำหนดมาร์จิ้น 67% สมเหตุสมผลและสำนักหักบัญชีจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับความผันผวนของราคาในแต่ละขณะ ซึ่งไม่เหมือนเมืองจีนที่วางไว้ 10% ง่ายต่อการคำนวณ
“นักลงทุนบางคนวางเงินมากกว่าที่กำหนดเพื่อป้องกันความเสี่ยง เงินส่วนเกินโบรกเกอร์ก็จ่ายดอกเบี้ยให้ตามที่กำหนด” นางเกศรา กล่าว







