
"ชะลอ QE ฉลองปีใหม่"
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ของขวัญปีใหม่แก่ตลาดเงินทั่วโลกด้วยการประกาศลดมาตรการคิวอี (QE) ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างบ้าน การใช้จ่ายของคนอเมริกัน การจ้างงาน และการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งการประกาศลด QE ในสัปดาห์ก่อน ถือว่าเป็นผลดีต่อนักลงทุนที่ได้รับความชัดเจน เนื่องจากตั้งแต่ประธานเฟดออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือน พ.ค.ว่า เฟดอาจเริ่มชะลอ QE ในเร็วๆ นี้ ได้ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนก และเทขายสินทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น ทำให้ค่าเงินในเอเชียผันผวนมาก การประกาศลด QE ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อตลาดน้อยกว่าที่เราคาด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ของขวัญปีใหม่แก่ตลาดเงินทั่วโลกด้วยการประกาศลดมาตรการคิวอี (QE) ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2551 หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างบ้าน การใช้จ่ายของคนอเมริกัน การจ้างงาน และการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งการประกาศลด QE ในสัปดาห์ก่อน ถือว่าเป็นผลดีต่อนักลงทุนที่ได้รับความชัดเจน เนื่องจากตั้งแต่ประธานเฟดออกมาให้ความเห็นเมื่อเดือน พ.ค.ว่า เฟดอาจเริ่มชะลอ QE ในเร็วๆ นี้ ได้ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนก และเทขายสินทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อนำกลับไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น ทำให้ค่าเงินในเอเชียผันผวนมาก การประกาศลด QE ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผลกระทบต่อตลาดน้อยกว่าที่เราคาด
ตลาดหุ้นของสหรัฐกลับพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดและหนุนให้ตลาดหุ้นในยูโรโซนและอังกฤษพุ่งขึ้นด้วย แม้นักลงทุนจะยังคงทยอยขนเงินออกจากเอเชียและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แต่ก็ไม่มากเท่าที่เคยประเมินไว้ ค่าเงินบาทร่วงไปแตะ 32.42 ต่อเหรียญสหรัฐ ในวันพฤหัสบดี ถือเป็นการอ่อนค่าลงใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดของปีนี้ที่ 32.48 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย 5.5 หมื่นล้านบาท และขายพันธบัตรไทย 169 ล้านบาท ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 32.61 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ถึงแม้การประกาศลดจะมาเร็วกว่าคาดและไม่ส่งผลให้นักลงทุนตื่นตระหนกมาก แต่เรามองว่าการประเมินผลกระทบจากการลด QE เมื่อสัปดาห์ก่อนยังเร็วเกินไป และยังมีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์เอเชียต่อหลังปีใหม่ โดยมีความเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนจะเทขายสินทรัพย์ของอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยโดนหางเร่ไปด้วย เพราะไทยถูกจัดอยู่ในตะกร้าการลงทุนเดียวกับอินโดนีเซีย ในแง่การลงทุนไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบาง เนื่องจากเราเป็นประเทศที่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหมายความว่าเรากำลังใช้เงินเกินตัวและหยิบยืมเงินจากต่างชาติมาใช้จ่าย
จึงมองว่าหลังปีใหม่อาจเห็นตลาดหุ้นปรับลดลงต่อ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้ายังซบเซา ประกอบกับปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีทางออกแน่ชัด จะเป็นปัจจัยสำคัญกดดันการลงทุนในไทย เห็นได้จากตลาดหุ้นในเอเชียที่มีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่ SET index กลับปรับลดลง 5% ในช่วงเดือน พ.ย. ที่การเมืองทวีความร้อนแรง
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะเทขายพันธบัตรไทย ซึ่งหากนักลงทุนต่างชาติเทขายอาจส่งผลให้นักลงทุนไทยเทขายตามไปด้วย ทำให้เงินบาทมีโอกาสผันผวนมากในระยะต่อไป ดังนั้น การป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินด้วยการใช้สัญญา “ออปชั่น” จึงน่าจะเหมาะสมต่อช่วงเวลาที่ค่าเงินผันผวน โดยเฉพาะผู้นำเข้าที่จะเสียเปรียบจากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า
ในสัปดาห์หน้า คาดว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงต่อเนื่องในกรอบ 32.40-32.75 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยแนวต้านที่ 32.75 ถือเป็นแนวต้านสำคัญและเป็นระดับที่เราไม่ได้เห็นตั้งแต่ปี 2553 ในช่วงที่เกิดวิกฤตยูโรโซน ในช่วงสัปดาห์หน้า เราคาดว่าตลาดเงินจะไม่เคลื่อนไหวมากนัก แต่นักลงทุนต้องติดตามปัญหาการเมืองและตัวเลขเศรษฐกิจที่อาจกระทบค่าเงิน เช่น การส่งออกไทย อัตราเงินเฟ้อและการใช้จ่ายและการก่อสร้างบ้านใหม่ของสหรัฐ
นอกจากเงินบาทจะอ่อนค่าลงแล้ว ค่าเงินยูโรและค่าเงินเยนก็อ่อนค่าลงหลังประกาศลด QE เงินยูโรอ่อนค่าลงหลังจากแข็งค่าขึ้นมามากในช่วงต้นเดือนตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต แต่หลังจากเฟดออกมาระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และจะลดยากระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดหันไปสนใจค่าเงินเหรียญสหรัฐมากกว่าเงินยูโรและเงินเยน
โดยเงินเยนอ่อนค่าลงสู่จุดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2552 ที่ 104.35 เมื่อวันพฤหัสบดี หลังตัวเลขดุลการค้าในเดือน พ.ย. ขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ค่าเงินยูโรปิดตลาดที่ 1.3636 และค่าเงินเยนปิดตลาดที่ 104.45







