posttoday
Biz Monitor

Biz Monitor

14 ธันวาคม 2556

ไทยลงทุนโครงข่ายสูงสุดในภูมิภาค

ไทยลงทุนโครงข่ายสูงสุดในภูมิภาค

นายฮาราลด์ ไพรซ์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจเอเชียเหนือ โนเกีย โซลูชั่นส์ แอนด์ เน็ตเวิร์คส หรือ เอ็นเอสเอ็น เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีการลงทุนโครงข่ายสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงข่าย 3จี เต็มรูปแบบ ผู้บริโภคใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น และข้อมูลเติบโตมหาศาลจากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก ดังนั้นผู้ให้บริการมือถือต้องใช้อุปกรณ์โครงข่ายเพื่อช่วยให้บริการได้ดีขึ้น เอ็นเอสเอ็นจึงเปิดตัว โซลูชั่นซีอีเอ็ม ทำให้รู้การใช้งาน อุปกรณ์มือถือ รูปแบบการใช้ของผู้บริโภค นำไปสู่การบริหารจัดการบริการและการทำตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วแบบเรียลไทม์

เฮลธิแมกซ์ลุยสร้างแบรนด์ร้านขายยา

นายธวัชชัย ลิขิตาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์ ซัพพลาย เฮ้าส์ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านขายยาเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ เฮลธิแมกซ์ เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทนับจากนี้บริษัทจะหันมาทำกิจกรรมการตลาดและสร้างแบรนด์ร้านขายยาเฮลธิแมกซ์มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ว่าเป็นร้านขายยาเพื่อสุขภาพ หลังจากเริ่มเข้ามาทำธุรกิจร้านขายยาตั้งแต่ปี 2539 รวมทั้งยังมีแผนขยายสาขาร้านเฮลธิแมกซ์มากขึ้น จากปัจจุบันมี 4 สาขา โดยอยู่ระหว่างการศึกษาทำเลที่มีความเหมาะสมทั้งในส่วนของโรงพยาบาล ศูนย์การค้า และแหล่งชุมชน

โสสุโก้ซบส่งออกคาดกำลังซื้อปีหน้ายังหด

นายกิตติชัย ไกรก่อกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) เปิดเผยว่า แผนการทำตลาดปีหน้าบริษัทจะเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกอีก 4% จากปีนี้ 21% เป็น 25% โดยจะเน้นตลาดตะวันออกกลาง และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งเป็นการปรับตัวรับกับแนวโน้มกำลังซื้อของผู้บริโภคปีหน้าที่คาดว่าจะยังชะลอตัว จากภาระผ่อนรถคันแรกอยู่ ทำให้ชะลอการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมบ้าน ขณะที่ตลาดรวมกระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนังปีนี้คาดว่าจะหดตัวจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.9 หมื่นล้านบาท และปีหน้าจะเติบโตเพียง 45% เท่าจีดีพีประเทศสำหรับภาพตลาดรวมกระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนัง ในปี 2556 นี้คาดว่าจะหดตัวจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เหลือ 2.9 หมื่นล้านบาท จากเดิมเคยคาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ตลาดจะแตะ 3.2 หมื่นล้านบาท โดยมูลค่าดังกล่าวแบ่งเป็นตลาดซ่อมแซม ต่อเติม 70% และตลาดบ้านใหม่ 30%

ทางด้านแผนการทำตลาดในไทย นอกจากออกกระเบื้องลวดลายใหม่ๆ แล้ว ยังเตรียมรุกหนักกลุ่มกระเบื้องแผ่นใหญ่ ขนาด 60x60 เซนติเมตร และขนาด 2x2 ฟุต รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าคุณภาพสู้กับสินค้าจีน โดยแม้ว่าราคาจะสูงกว่าสินค้าจีนเกือบเท่าตัว แต่มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากตลาด

ทั้งนี้ กระเบื้องรุ่นดังกล่าว ผู้ผลิตในไทยเลิกผลิตมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลังจากกระเบื้องแผ่นใหญ่จากจีนเข้ามาทำตลาดในราคาที่ถูกมาก ประมาณ 190 บาทต่อตร.ม. ส่วนกระเบื้องแผ่นใหญ่ของไทย ราคาขายประมาณ 300-350 บาทต่อตร.ม. แต่การที่กระทรวงอุตสาหกรรม ออกกฎหมายบังคับให้กระเบื้องเซรามิกปูพื้นและบุผนังนำเข้า ต้องได้รับมาตรฐานมอก.เช่นเดียวกับกระเบื้องไทย ประกาศใช้ 16 ม.ค. 57 จะทำให้ผู้ผลิตกระเบื้องคุณภาพในไทย ทำตลาดได้ดีขึ้น

การ MOU ในวันนี้จะเป็นสัญญาระหว่างกันของการเริ่มต้นกระบวนการพัฒนา ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษ ของ อพท. ได้ลงพื้นที่ศึกษาความเป็นไปได้ ตลอดจนจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย ชุมชนและผู้นำชุมชน หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน แล้วนำผลที่ได้มาผ่านกระบวรการวิเคราะห์ศักยภาพ ปัญหา อุปสรรค ผลกระทบแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ของเมืองหัวหินชะอำ และพื้นที่เชื่อมโยง ในการที่จะรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

สำหรับพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่พิเศษครั้งนี้ครอบคลุม 15 ตำบล ใน6 อำเภอ รวม 2 จังหวัด ประกอบด้วย อำเภอหัวหิน และอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอีก 4 อำเภอในจังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วย บ้านแหลม เมืองเพชรบุรี ท่ายาง และ ชะอำ

เป้าหมายการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืนจะดำเนินการภายใต้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1. พื้นที่ชายหาดตากอากาศคุณภาพสูง (Hiend) ได้แก่ เมืองตากอากาศชะอำ หัวหิน และปากน้ำปราณ เพราะเหมาะกับการเล่นน้ำทะเลและกิจกรรมชายฝั่ง 2. พื้นที่ชายหาดตากอากาศสำหรับครอบครัว ได้แก่ บริเวณหาดเจ้าสำราณ ปึกเตียน บางเก่า และหาดปราณบุรี เพราะมีบรรยากาศเงียบสงบ 3. พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประกอบด้วย ตำบลหนองศาลา ตำบลหนองขนาน ตำบลสามพระยา ตำบลทับใต้ ตำบลหินเหล็กไฟ และตำบลวังก์พง เพราะทั้ง 6 ตำบลนี้ยังคงมีพื้นที่เกษตรกรรมที่สมบูรณ์ มีทรัพยากรที่มีศักยภาพขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และ 4 พื้นที่องเที่ยวเชิงนิเวศ/ชุมชน ได้แก่ ตำบลแหลมผักเบี้ยและตำบลปากน้ำปราณเป้าหมายจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) เที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ พัฒนาที่พักในรูปแบบโฮมสเตย์

“ในความร่วมมือครั้งนี้เพื่อร่วมกันถ่ายทอดเชิงนโยบายและสาระของแนวทางการพัฒนาไปยังพื้นที่ในระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเป็นไปตามกลไกการประสานความร่วมมือ ช่วยประสาน ช่วยผลักดัน การดำเนินงาน ให้บรรลุผลตามแนวทางที่ อพท. ได้วางไว้ โดย จังหวัดและหน่วยงานรัฐในพื้นที่เป้าหมายยินดีมีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนา ร่วมกัน”

อย่างไรก็ตาม จากข้อสรุปผลสำรวจความคิดเห็นของชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน สรุปว่า ร้อยละ 96.31 เห็นด้วยต่อการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเมืองหัวหินชะอำ และพื้นที่เชื่อมโยง และจากผลการศึกษายังพบว่า ทั้งหัวหินและชะอำ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง มีศักยภาพของการเติบโต โดยปัจจุบันทั้งสองแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยได้เป็นลำดับที่ 11 และ 12 ของประเทศ โดยมีมูลค่าสูงถึง 9,215 ล้านบาท และ 8,850 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 1.14 และ 1.09 ของรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งประเทศ โดยในปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางเข้าไปหัวหิน 2,456,828 คน และ ชะอำ 2,099,847 คน

ผลจากการพัฒนาพื้นที่ตามเป้าหมายที่ อพท. วางกรอบแนวทางไว้ จะส่งผลคลอบคลุม 4 โครงการเมกกะโปรเจกต์ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาการเดินเรือพัทยาหัวหิน (East – West Ferry) โครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ – หัวหิน โครงการพัมนาด่านสิงขร เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์กับสหภาพพม่า และ โครงการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยโครงการนี้จะศึกษาและทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค