
เตือนไทยขาดดุลแฝดหนัก
โฆสิตชี้เป็นความเสี่ยงศก.ทรุดรายได้ลดคลังดิ้นมอบสศค.หาแนวทางแก้ไข
โฆสิตชี้เป็นความเสี่ยงศก.ทรุดรายได้ลดคลังดิ้นมอบสศค.หาแนวทางแก้ไข
ห่วงรัฐบาลขาดดุลแฝดหนักข้อ หลังเศรษฐกิจทรุด จนทำให้การเก็บรายได้รัฐบาลพลาดเป้า
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในปี 2557 คือ การขาดดุลการคลังที่เกิดจากการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว การจัดเก็บภาษีของหน่วยงานรัฐจะทำได้น้อยลง ซึ่งหากภาครัฐมีการเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระดับหนี้สาธารณะของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นไปจนใกล้กับเพดานที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ ในปี 2556 รัฐบาลสามารถบริหารจัดการให้การขาดดุลการคลังอยู่ในระดับ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.4% แม้ว่าจะมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยในปี 2557 รัฐบาลคาดว่าการขาดดุลการคลังจะลดลงเหลือ 1.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ แต่ผลจากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้อาจทำให้การเติบโตของรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น ในปี 2556 ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือประมาณ 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และเชื่อว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นก็ตาม
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ข้อวิตกกังวลในเรื่องการขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น เป็นหนึ่งในสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องหาทางบริหารจัดการ เพราะการที่เศรษฐกิจในปลายปีนี้ทรุดตัวลงและในปีหน้าก็ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดว่าจะโตได้ 4.5% จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานจัดเก็บรายได้จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ให้ดีขึ้น หลังจากปีก่อนนั้นพลาดเป้าหมายไปร่วม 9 หมื่นล้านบาท
สำหรับปี 2557 รัฐบาลตั้งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ไว้ 2.275 ล้านล้านบาท แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1 หมื่นล้านบาท
ขณะนี้นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กำลังหาแนวทางปรับรูปแบบการจัดเก็บรายได้ของแต่ละกรมภาษีให้สอดคล้องกับการใช้จ่ายภาครัฐ และเข้าไปดูรายละเอียดของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการนำเข้าทองคำ







