
ดันขายสินค้าผ่านสหกรณ์
กรมฯเร่งเปิดศูนย์กระจายสินค้า35แห่งคาดเพิ่มยอด20ล้านบาทต่อเดือน
กรมฯเร่งเปิดศูนย์กระจายสินค้า35แห่งคาดเพิ่มยอด20ล้านบาทต่อเดือน
กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าศูนย์กระจายสินค้า ปั้นรายได้สมาชิกเพิ่ม
นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2557 กรมได้เร่งขยายศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อต่อยอดธุรกิจสินค้าสหกรณ์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยในปีนี้มีแผนขยายเพิ่ม 35 แห่ง จากที่มีอยู่ 15 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้มูลค่าของสินค้าสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน จากปัจจุบันมียอดขายผ่านศูนย์ประมาณ 136 ล้านบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ กรมจะพยายามดึงการค้าของสมาชิกสหกรณ์ให้เข้าสู่ระบบร้านค้าสหกรณ์ให้มากขึ้น จากที่ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ยังซื้อของผ่านห้างสรรพสินค้า ทำให้สหกรณ์แต่ละจังหวัดยอดขายยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติที่ต้องการพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง
“ที่ผ่านมาสหกรณ์ต่างผลิต ต่างขาย ทำให้สินค้ากระจัดกระจาย ผู้บริโภคไม่สะดวก จึงไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้ากันมาก ทั้งที่สินค้าสหกรณ์มีคุณภาพและราคาไม่แพง อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะพัฒนาการซื้อขายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในกลุ่มสมาชิกและประชาชนทั่วไปให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มยอดขาย” นายจุมพล กล่าว
นายศิริชัย ออสุวรรณ ประธานชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าธุรกิจของสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศประมาณ 3.5 แสนล้านบาทต่อปี โดยมูลค่าธุรกิจที่มีการซื้อขายผ่านร้านค้าสหกรณ์ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 28% เท่านั้น หากทำศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและส่งต่อสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ทั้งหมด จะทำให้สหกรณ์แต่ละจังหวัดมีความสะดวกในการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้น คาดว่าจะทำให้ยอดซื้อขายผ่านร้านค้าสหกรณ์ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5-10% โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นสินค้าหลัก
สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์นั้น ปัจจุบันมีการแจ้งความจำนงขอตั้งศูนย์ 65 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมี 15 แห่ง และในปี 2557 กรมตั้งงบ ประมาณตั้งศูนย์กระจายฯ 35 แห่ง โดยยอดการค้าของเครือข่ายสหกรณ์ในปี 2556 เบื้องต้นมียอดขายประมาณ 1,800 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 136 ล้านบาท
จะทำให้สหกรณ์ร้านค้ามีสินค้าหลากหลายและดึงดูดสมาชิกให้มาเลือกซื้อสินค้า จะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยคาดว่าจะทำให้ยอดซื้อขายผ่านร้านค้าสหกรณ์จากนี้ไปจะโตขึ้นไม่ต่ำกว่า 510 % ของมูลค่าธุรกิจโดยร่วม โดยเฉพาะสินค้าประเภทข้าว ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศ
นางสาวบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร เกษตรวิสัย จำกัด จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ทั้งข้าวขาว และข้าวกล้องหอมมะลิ 100 % จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากที่มีศูนย์กระจายสินค้าทำให้ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 130150 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่มียอดจำหน่ายประมาณ 110 120 ล้านบาท ทั้งนี้สหกรณ์มีสมาชิกผลิตข้าวประมาณ 8 พันราย มีกำลังการผลิต 120 ตันต่อวัน ทั้งนี้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาจากภาคใต้กว่า 50 %
ทั้งนี้นอกจากสหกรณ์เกษตรวิสัย จะผลิตข้าวหอมมะลิปลอดสารจำหน่ายในประเทศแล้ว สหกรณ์ ยังผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ด้วยโดยส่งออกประเทศจีนทั้งหมด โดยมีสมาชิกผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ประมาณ 500 ราย โดยการปลูกข้าวอินทรีย์นั้นสหกรณ์จะมีการตรวจสอบพื้นที่ดินของสมาชิก และอบรมการปลูก การควบคุมน้ำ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้เป็นข้าวอินทรีย์จริงๆ ทำให้ไม่สามารถขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มได้ เพราะเกษตรกรจะต้องทำความเข้าใจและพร้อมที่จะปรับพฤติกรรมการปลูกทั้งหมดสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์นั้นสหกรณ์จะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาข้าวทั่วไป โดยจะซื้อในข้าวเปลือกในราคาประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ข้าวทั่วไปจะอยู่ที่ กก.ละ 15-20 บาท
อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ 30 ปีของการอยู่ในวงการปลูกข้าว นางสาวบุญเกิด ระบุว่า ปัญหาเรื่องน้ำของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐควรให้ความสนใจและทำโครงการแหล่งน้ำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่ม







