posttoday
“ธนา เธียรอัจฉริยะ”นักลงทุนพื้นฐาน

“ธนา เธียรอัจฉริยะ”นักลงทุนพื้นฐาน

13 ธันวาคม 2556

“ธนา เธียรอัจฉริยะ” หรือ โจ้ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และวิทยากรให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงโครงการแนะนำให้ความรู้เรื่องการวางแผนทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเตรียมตัวการลงทุนในโครงการเงินทองต้องวางแผนของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

“ธนา เธียรอัจฉริยะ” หรือ โจ้ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เชิงธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และวิทยากรให้กับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ รวมถึงโครงการแนะนำให้ความรู้เรื่องการวางแผนทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเตรียมตัวการลงทุนในโครงการเงินทองต้องวางแผนของศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

จากก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ก่อนย้ายบ้านมาอยู่ที่แม็คยีนส์สักพัก และสายงานธุรกิจบรอดคาสติ้ง จีเอ็มเอ็มแซท ในเครือกับทาง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

แต่กว่าจะมายืน ณ จุดนี้ได้ ต้องมีบทเรียนความล้มเหลวในการใช้ชีวิตที่ไร้เป้าหมายในอดีตเป็นเครื่องเตือนใจให้พลิกชีวิตให้ได้ดีด้วยการวางแผนการลงทุน

“โจ้” เล่าว่า ช่วงเรียนปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่มีจุดยืนในชีวิต เพราะเลือกเรียนตามสาว

ชีวิตเริ่มพลิกผันครั้งแรกเมื่อสมัครงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (สจ๊วด) ของสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์ แม้ภาษาอังกฤษเข้าขั้นห่วยขั้นเทพ แต่เรื่องการใช้เงินก็ไม่รู้จักเก็บ เพราะเงินเดือนก้อนแรกที่ได้มา ก็นำไปจ่ายสำหรับค่าโทรศัพท์โทรหาแฟน

“เรียกได้ว่าตอนนั้นแม้ผมจะหาเงินใช้ได้แล้ว แต่ถือว่าหาได้แต่ใช้ไม่เป็น และทำเพื่อที่จะประคองสาวไว้เท่านั้น แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือตลอด 1.5 ปี ที่ทำงานและถือเป็นบทเรียนและทำให้ชีวิตได้สัมผัสความยากลำบากมาก แต่ก็ได้เรื่องภาษา ทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การรองรับอารมณ์คน” โจ้เล่า

สุดท้ายเขาก็สามารถเรียนจบด้านการเงินกลับมาและเริ่มทดสอบวิชาเรียน เมื่อได้เข้ามาทำงานในฝ่ายวาณิชธนกิจ ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอกธำรง ซึ่งตอนนั้นหุ้นยังเป็นช่วงขาขึ้นและดัชนีก็ขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,700 จุด

ความที่เขาคลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้ก็ทำให้อยู่ในโลกของข้อมูลเชิงลึก และคิดว่าได้รู้ได้เห็นได้อะไรที่เร็วก่อน และลึกมากกว่านักลงทุนทั่วไป จึงเลือกเอาเงินเดือน 1.7 หมื่นบาท ในสมัยนั้นทั้งหมดลงไปกับการเล่นหุ้นทั้งหมด ตอนนั้นเป็นแมลงเม่าชั้นดีตัวหนึ่งที่เชื่อข่าวลือทุกอย่าง

เมื่อได้ผลตอบแทนที่ถือว่าสูงมาก ก็เริ่มไปชวนน้องที่อุตส่าห์เก็บออมเงินไว้ในอนาคตมาร่วมลงทุน จากเงินเริ่มต้น 2 แสนบาท เมื่อรวมกับของน้องและเงินสมทบของตัวเองที่ทยอยเก็บของตัวเองเป็นจนเกือบ 5 แสนบาทยังไม่พอ ยังไปเอาเงินอาม่าอีก 5 แสนบาท จนพอร์ตลงทุนตอนนั้นรวมเงินทั้งหมดกว่า 1 ล้านบาท

“ตอนไปบอกอาม่า โน้มน้าวทุกอย่างว่า มันดีอย่างไรเล่นเพียงเวลาเท่านี้ อาม่าก็ได้กำไรแล้ว ที่สำคัญผมก็อยู่กับข้อมูลการลงทุนตลอดเวลา แต่ผลปรากฏว่าเมื่อหุ้นดีขึ้นแรง ไม่ได้เตรียมใจว่าจะลงแรงเช่นกัน จนในที่สุดหุ้นดิ่งแรง และพอร์ตกว่า 1 ล้านบาท มูลค่าลดลงไปถนัดตา ติดลบระนาว” โจ้เล่า

จากนั้นก็เริ่มปฏิวัติตัวเองใหม่ เพราะเชื่อว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในวันนั้นกลายเป็นประสบการณ์หรือที่มีค่าที่สุดในวันนี้ เพราะปัจจุบันการลงทุนของเขากลับทิศกลับทางหมด โดยตอนนี้กลายเป็นนักลงทุนดูปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง และเน้นการลงทุนระยะยาว ซึ่งจะลงทุนหุ้นตัวไหนทีต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างจริงจัง ไม่มีการเล่นตามข่าวอย่างที่คนอื่นว่าเหมือนเมื่อก่อน และผ่านไปไม่กี่ปีก็สามารถหาเงินต้นมาคืนอาม่าได้

อย่างไรก็ดี วันนี้พอร์ตการลงทุนของเขาแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้ ส่วนใหญ่ยังเป็นในรูปเงินฝากประเภทออมทรัพย์กับทางธนาคารพาณิชย์ 40% ลงทุนในหุ้น 30% กองทุนรวมทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อเลี้ยงชีพ (RMF) 15% และอื่นๆ อีก 15% ซึ่งเทียบกับเมื่อตอนปี 2540 ที่ยกให้กับพอร์ตหุ้นเต็มที่ 100%

อีกทั้งพอร์ตลงทุนจะมีหุ้นเพียง 23 ตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพราะมีความเชื่อว่า ไทยผลิตเพื่อการส่งออกเป็นจำนวนมาก ขณะที่เชื่อว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเพราะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะฟื้นตัว และที่สำคัญกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เป็นการส่งออกส่วนใหญ่ จึงไม่มีผลกระทบจากปัจจัยการเมือง อีกทั้งอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ก็ต่ำ และจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 45% แต่พอร์ตลงทุนโดยรวมตั้งเป้าว่าจะต้องได้ผลตอบแทน 1020% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีหลักคิดตัวอย่างจากพี่จิกประภาส ชลศรานนท์ นำไปสอนลูกสาว ว่าถ้าหาเงิน 5 บาทได้ ควรแบ่งการใช้ ดังนี้ คือ 1 บาทเก็บ 1 บาทกิน 1 บาทซื้อดอกไม้ ซึ่งสิ่งนี่แหละที่ทำให้เราต้องต่อสู้กับตัวเองไม่ให้ใช้เกินจำนวนนี้ 1 บาทต่อมาควรให้เป็นคุณค่าสำหรับผู้อื่น และ 1 บาทสุดท้ายควรนำไปลงทุนให้งอกเงย โดยเงิน 1 บาทที่เก็บ ย่อมจะทำได้ง่ายกว่าการหาเงิน 1 บาทเสียอีก เพราะเงินจะออกดอกออกผลในอีกสิบปีข้างหน้าได้ และเวลาสิบปีเดี๋ยวนี้แป๊บเดียวก็ผ่านไป

เขาทิ้งท้ายว่า เรื่องการเก็บการออมควรค่อยๆ ทยอยเก็บสะสมต่อเติมที่ละจุด เพราะเงินเล็กๆ น้อยๆ ในวันนี้จะกลายเป็นเงินก้อนที่มีค่ามากในอนาคตของเขา

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ