
“วิโรจน์ พรประกฤต” เพชรยูบิลลี่ ทำด้วยจิตวิญญาณ
ครบรอบ 4 ปีเต็มของการนำบริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 9 พ.ย. 2552 ถึงวันนี้แบรนด์สินค้าเครื่องประดับเพชรค้าปลีกของยูบิลลี่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางด้วยคุณภาพและความสวยของสินค้า
ครบรอบ 4 ปีเต็มของการนำบริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 9 พ.ย. 2552 ถึงวันนี้แบรนด์สินค้าเครื่องประดับเพชรค้าปลีกของยูบิลลี่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางด้วยคุณภาพและความสวยของสินค้า
ภายใต้การบริหารของแม่ทัพใหญ่ “วิโรจน์ พรประกฤต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นำหุ้นเพชรเติบโตขึ้นมาก จากปีแรกในตลาด mai มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท มาถึงไตรมาส 3 ปีนี้ โกยกำไรไปแล้ว 147 ล้านบาท ด้วยผลงานที่โดดเด่น ส่งผลให้ “วิโรจน์” คว้ารางวัลผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยมจากเวที SET Awards 2013
เขาออกตัวว่า ไม่เคยคาดหวังรางวัลแต่อย่างใด ดังนั้นรางวัลที่ได้รับครั้งนี้จึงมีความสำคัญสำหรับชีวิต
ความสำเร็จของยูบิลลี่มาจากการสร้างพื้นฐานระบบการขาย การสร้างพนักงานขาย ช่องทางขาย มีความโปร่งใสตรงไปตรงมา รวมถึงการสร้างนวัตกรรม มีแนวคิดใหม่ๆ ในเรื่องสินค้า การสร้างความเข้าใจกับลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ให้กระจ่างชัดในสินค้าที่มีราคาสูง เมื่อมาพบเราครั้งแรกได้รับข้อมูลและความรู้จากพนักงานขาย เพื่อนำกลับไปพิจารณาแล้วจึงกลับมาซื้อภายหลัง
พนักงานจะมีการอัพเดทข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ สม่ำเสมอทุกสัปดาห์ตามสถานการณ์และเศรษฐกิจของโลกให้ลูกค้าทราบ เราจึงให้ความสำคัญในด้านการสร้างบุคลากรให้เก่ง ทะมัดทะแมงมีความมั่นใจในอาชีพ
“ได้นำนิสัยส่วนตัวมาใช้ตั้งแต่เริ่มแรก คือ การเปิดเผยข้อมูลกับลูกค้าแบบตรงไปตรงมาทุกด้าน ทำให้ลูกค้าติด เมื่อเปิดร้านยูบิลลี่ตามห้างก็ยังคงยึดแนวคิดนี้ สิ่งที่เรารู้ว่าลูกค้าต้องการ พนักงานขายต้องถ่ายทอดได้ ต้องเอาใจใส่บริการและความสะอาด ทั้งหมดนี้ได้รับถ่ายทอดมาจากรุ่นคุณปู่”
เมื่อพนักงานมีคุณสมบัติเบื้องต้นแล้ว จึงพัฒนาให้ความรู้เรื่องสินค้า เข้าใจถึงคุณภาพของเพชร เรื่องสี การเจียระไน การออกแบบและผลิต ต้องรู้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำต้องสามารถอธิบายให้ลูกค้าวางใจ
นอกจากนั้น ยังให้นโยบายกับลูกน้องคือ “อย่าตั้งเงื่อนไขการทำงาน” เพราะจะเป็นอุปสรรค ทุกวันนี้ผมไม่มีการตั้งเงื่อนไข หากลูกค้าต้องการอะไรมาผมสามารถทำได้หมด และต้องคิดล่วงหน้าเผื่อลูกค้า เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งหมดล้วนเป็นแนวคิดสำคัญในการสร้างทีมงานเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของธุรกิจ
นิยามของเพชรยูบิลลี่ คือ “การทำด้วยจิตวิญญาณและอุดมการณ์” การทำงานทุกขั้นตอนกลั่นออกมาจากความตั้งใจและความจริงใจ
“วิโรจน์” เล่าประวัติว่า คลุกคลีกับชีวิตพ่อค้าเพชรมาตลอดชีวิต ครอบครัวมีพื้นฐานการค้าขายตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ส่วนคุณพ่อเริ่มเข้าจับธุรกิจตอนวัยรุ่นอายุยังไม่ถึง 20 ปี
ในครอบครัวมีพี่และน้องอีก 5 คน ตัวเองเป็นคนที่ 3 ด้วยนิสัยส่วนตัวไม่ชอบการอ่านหนังสือ ชอบการเรียนรู้โดยธรรมชาติ ดังนั้นช่วงศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสหพาณิชย์ ย่านสีลม หลังเลิกเรียนจะกลับเข้ามาช่วยงานที่ร้านที่บ้านทันทีเป็นช่วงโอกาสเรียนรู้งาน
เมื่อจบระดับมัธยมจึงตัดสินใจไม่เรียนต่อเพราะไม่ชอบและไม่เห็นถึงข้อดีของการเรียนมหาวิทยาลัย จึงออกมาช่วยธุรกิจซึ่งทางบ้านเองก็สนับสนุนความคิดนี้
“เหมือนการเรียนรู้ของจริงนอกรั้วมหาวิทยาลัย เป็นสถาบันสอนให้คนกล้าตัดสินใจด้วยประสบการณ์ไม่ใช่แค่อยู่ในตำรา สิ่งที่เรียนรู้มาตลอดคือประสบการณ์จริงและจากการฟังคนอื่นเพื่อเรียนรู้และนำวิเคราะห์ต่อ” วิโรจน์ กล่าว
ในช่วงหนึ่งของการทำธุรกิจ คุณพ่อเคยคิดจะเปลี่ยนธุรกิจค้าปลีกเพชร ไปร่วมทุนเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเครื่องจักรกลในประเทศญี่ปุ่น จึงมีโอกาสเดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดน 1 ปี ในปี 2513 ตอนนั้นอายุ 20 ปี ได้เรียนรู้ด้านเครื่องจักรกล ขณะเดียวกันได้เรียนรู้ระบบเชนสโตร์ของร้านอัญมณีของญี่ปุ่น ที่มีระบบทันสมัยมาก โดยทุกสโตร์ทุกเมืองมีระบบงานที่เจริญมาก และศูนย์การค้าของญี่ปุ่นทุกแห่งมีร้านขายเพชร
ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงความคิดครั้งสำคัญ “วิโรจน์” ทันทีที่กลับมาถึงประเทศไทยก็สั่งนำเข้าเพชรจากต่างประเทศ พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโมเดลการทำธุรกิจเพชรแบบเดิมๆ มาประยุกต์ใช้โมเดลร้านค้าเพชรรูปแบบใหม่ ใส่จินตนาการ พลิกโฉมร้านเพชรรูปแบบใหม่ที่สวยงามทันสมัย ทั้งการติดดวงไฟประดับร้านและเครื่องปรับอากาศ ซึ่งยังไม่มีใครทำในประเทศไทย
“ผมดูวิธีการออกแบบตกแต่งร้านค้าจากญี่ปุ่นและฮ่องกง และใส่จินตนาการเข้าไป ความฝันจะทำเป็นเชนสโตร์เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเดินมาถึงทุกวันนี้ ต้องใช้เวลาถึง 20 ปี กว่าระบบจะลงตัว”
“วิโรจน์” นับเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ตอนนี้เริ่มส่งถ่ายไปยังทายาทรุ่นที่ 4 รวม 3 คน ตอนนี้ทุกคนเข้ามาช่วยธุรกิจ สิ่งที่อบรมและต้องการให้ลูกมีคือ “ความกล้า” กล้าเสนอ กล้าคิด กล้าทำงาน และกล้าตัดสิน เมื่อโอกาสมาถึง สิ่งที่ขาดไม่ได้คือความรับผิดชอบ ตอนนี้ถือว่าวางใจได้กับการทำงานของลูกทั้ง 3 คน
งานฝ่ายผลิต มี “อัครพงศ์ พรประกฤต” เป็นผู้ดูแล “อัญรัตน์” รับผิดชอบด้านการเงิน ส่วน “อรรัตน์” ดูแลงานหลายด้าน รวมถึงการเทิร์นโอเวอร์ของโปรดักต์เป็นหัวใจสำคัญเพื่อบริหารสต๊อกให้มีประสิทธิภาพ
ลูกสองคนหลังจบการศึกษามาช่วยงานที่บ้านทันที มีเพียง “อัญรัตน์” คนเดียวที่เคยมีประสบการณ์การทำงานที่บริษัท ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้ระบบงานมาตรฐานของบริษัทต่างชาติ ได้นำมาประยุกต์ใช้คือหลักการให้โอทีกับลูกน้อง เคพีไอของหัวหน้าต้องถูกปรับลด
“วิโรจน์” เล่าถึงการบาลานซ์ชีวิตการทำงานและการผ่อนคลาย แต่ละวันจะต้องดูแลสวนต้นไม้ถือเป็นมุมโปรดที่อยู่ในบริเวณบ้าน รวมพื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ กับคนสวนทุกวันเรียนรู้วิธีปลูกและศึกษาความรู้ หลังเลิกงาน 4 โมงเย็นจะออกกำลังกายว่ายน้ำและเข้าฟิตเนส รวมถึงพบปะพูดคุยและหาของอร่อยรับประทานร่วมกับกลุ่มเพื่อน
การรีแลกซ์ คือ การอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสมาธิ ได้คิดคนเดียว ทุกวันนี้การทำงานต้องใช้สมาธิ ต้องมีความรู้ที่ถ่องแท้ทุกเรื่องที่ทำ ถึงจะประสบความสำเร็จ







