
เลือกตั้งไม่ใช่ยาสารพัดโรคสื่อนอกเชื่อวิกฤตไทยจบยาก
สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามองของสื่อต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สถานการณ์วิกฤตการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามองของสื่อต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สถานการณ์ได้เข้ามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา เพื่อเปิดทางให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่อย่างเหนือความคาดหมายเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
แม้ว่าทีท่าของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยจะเป็นการส่งสัญญาณถอยเพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้ง แต่ในมุมมองของสื่อชื่อดังจากต่างประเทศหลายสำนัก ทั้งสำนักข่าวเอเอฟพี รอยเตอร์ส ไปจนถึงหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เดอะการ์เดียน และนิตยสารไทม์ ต่างมองไปในทิศทางเดียววันว่า วิธีการดังกล่าวจะไม่ช่วยสมานบาดแผลความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักข่าวเอเอฟพีถึงกับพาดหัวข่าวนำว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้วิกฤตการเมืองไทยได้”
เนื่องจากกลุ่มผู้ประท้วงไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความหวาดหวั่นว่าจะพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งให้กับพรรคฝ่ายรัฐบาลระบอบทักษิณอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน หลายการเลือกตั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2001 ชัยชนะก็มักผูกขาดและตกอยู่ในมือของพรรคการเมืองที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และล่าสุดคือพรรคเพื่อไทย ในปี 2011
“จากรอยแผลที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งมาหลายครั้ง ดูเหมือนว่าผู้ต่อต้านรัฐบาลจะมองประชาธิปไตยในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยเพอร์เฟกต์และเด็ดขาด ซึ่งต่างจากระบอบประชาธิปไตยปกติทั่วไปที่ประกอบไปด้วยการเลือกตั้ง” เดวิด สเตร็คฟรัสส์ นักวิชาการและนักเขียนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
ขณะเดียวกัน เอเอฟพี ระบุว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยต้องเผชิญกับความแตกแยกและความเกลียดชังทางชนชั้นอย่างรุนแรง ระหว่างกลุ่มรากหญ้า ชนชั้นแรงงาน ที่เป็นฐานสนับสนุนพลังของทักษิณ กับอีกฝ่ายคือ ชนชั้นนำ และชนชั้นกลางในเขตเมือง ที่ต่อต้านทักษิณ
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางส่วน เช่น เควิน เฮวิสสัน นักวิชาการอาวุโสด้านการเมืองไทยจากมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อคในออสเตรเลีย ยังมองลึกลงไปอีกว่า สาเหตุที่ ยิ่งลักษณ์ ยอมยุบสภา เกิดมาจากการที่เจ้าตัวไม่มีทางเลือกแล้วมากกว่า เนื่องจากฝ่ายทหารไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะเข้าสนับสนุนและปกป้องรัฐบาล
ดังนั้น ยิ่งลักษณ์ จึงมีตัวเลือกน้อยมาก และในที่สุดตัวเลือกอย่างการยุบสภาก็กลายเป็นตัวเลือกที่ต้องตัดสินใจทำ
อย่างไรก็ตาม การเลือกยุบสภาก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะกลายเป็นว่าฝ่ายต่อต้านกลับใช้โอกาสนี้ในการบีบคั้นและกดดันรัฐบาล ในขณะที่เจ้าตัวเองก็ไม่เหลืออะไรจะมอบให้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ต่างชาติจึงคาดการณ์ว่าในอนาคตหลังจากการจัดการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว อาจมีโอกาสได้เห็นการจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” ขึ้นบริหารประเทศก็เป็นได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหารได้อยู่ แม้ว่าตัวเลือกหลังจะเป็นไปได้น้อยลงแล้วก็ตาม
“การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นไปได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดการรัฐประหารเช่นกัน แม้ว่าตัวเลือกอย่างการทำรัฐประหารจะเป็นไปได้น้อยลงแล้วในขณะนี้ก็ตาม” เดวิด สเตร็คฟรัสส์ นักวิชาการและนักเขียนจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
ด้าน ไซมอน ทิสดอล ผู้ช่วยบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียน จากอังกฤษ แสดงทัศนะว่า การจัดการเลือกตั้งของ ยิ่งลักษณ์ จะไม่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในไทยได้ เนื่องจากสังคมอยู่ในภาวะความแตกแยกกันอย่างรุนแรง เห็นได้จากการที่ผู้นำของไทยได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว แต่ผู้ประท้วงยังเดินหน้าประท้วงอยู่ โดยให้เหตุผลว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นเพียงการยื้อเวลาเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปของรัฐบาลและระบอบทักษิณ
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเองก็ขาดแผนทางเลือกที่ชัดเจนในการนำไปใช้บริหารประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งสภาประชาชนที่มาจากการแต่งตั้ง ที่ยังไม่มีการกำหนดได้อย่างชัดเจนว่ากระบวนการนี้จะเกิดขึ้นนานเท่าไร
ดังนั้น ทิสดอล จึงคาดการณ์ว่า สถานการณ์การเมืองที่ชะงักงันนี้ จะเป็นตัวทำลายหลักการ หลักธรรมาภิบาล และประชาธิปไตยของชาติลง
ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต จากญี่ปุ่น ที่กล่าวให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สและเอเอฟพี ว่า การประกาศยุบสภาของรัฐบาล ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาเงื่อนตายทางการเมืองในขณะนี้ลงได้ และนี่คือการแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น
เพราะขณะนี้ยังไม่แน่นอนว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์จะลงสู้ศึกเลือกตั้งด้วยหรือไม่ และที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านก็เคยปฏิเสธลงเลือกตั้งสู้กับทักษิณมาแล้วในปี 2006 จนไม่กี่เดือนหลังจากนั้นนำไปสู่การทำรัฐประหารของทหาร
ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าการเมืองไทยกำลังเดินไปอย่างไร้ทิศทาง
“เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยนับจากนี้ไป และพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์เองก็ไม่มีแผนที่จะช่วยประเทศออกจากภาวะไร้การปกครองโดยรัฐบาลเช่นนี้ได้” ปวิน กล่าว ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
ส่วน คริส เบเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงของ ยิ่งลักษณ์ ตอนนี้ คือการที่พรรคประชาธิปัตย์อาจบอยคอตการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งนั่นจะทำให้วิกฤตการเมืองไทยยืดเยื้อต่อไป
ทางด้าน นิโคลัส ฟาร์เรลี นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เปิดเผยผ่านนิตยสารไทม์ โดยระบุว่า ในส่วนตัวยังคงสงสัยอยู่ว่าข้อเสนอของ สุเทพ จะสามารถประสบความสำเร็จได้จริงหรือไม่
“บางครั้งผมนั่งฟังคุณสุเทพพูด ผมสงสัยว่าสิ่งที่เขาหวังจะประสบความสำเร็จได้จริงหรือ และตัวของคุณสุเทพเองก็มีความขัดแย้งในตัวเอง ซึ่งบางครั้งก็ไม่สามารถคาดเดาได้” ฟาร์เรลี กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของกลุ่มผู้ประท้วงแล้ว การชุมนุมครั้งนี้อาจไม่ได้สำคัญมากไปกว่าการโค่นล้มถอนรากระบอบทักษิณที่พวกเขาถือว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาการเมืองและการคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในประเทศไทย
“นี่ไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างความดีกับความชั่ว” ผู้ชุมนุมรายหนึ่งกล่าวกับเอเอฟพี







