
ภาษาเชื่อมคน
อีกไม่นานประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะเปิดต้อนรับทุกประเทศที่มีความพร้อมให้เข้าไปวางรากฐานก่อน
อีกไม่นานประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะเปิดต้อนรับทุกประเทศที่มีความพร้อมให้เข้าไปวางรากฐานก่อน
แน่นอนว่า หนึ่งในความพร้อมที่ทุกประเทศในอาเซียนจะต้องเตรียมตัวคือ “ภาษา” โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนด้วยกันเอง
มนธิรา ราโท อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ และรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยอมรับว่ากระแสเออีซีเป็นหนึ่งปัจจัยที่เป็นแรงขับให้เด็กไทยหันมาให้ความสำคัญกับภาษาอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะภาษาเวียดนาม
“ตอนนี้มีนิสิตจำนวนมากหันมาเรียนภาษาเวียดนามเพิ่มขึ้นทุกปี มาจากหลายคณะทั้งวิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ จากเดิมมีเพียงนิสิตคณะอักษรศาสตร์ไม่กี่คนเท่านั้น”
นิสิต นักศึกษาเลือกเรียนภาษาเวียดนามเป็นวิชาเลือกมากขึ้น เพราะมองเห็นประโยชน์และความได้เปรียบในการเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนเพิ่มเป็นภาษาที่ 3 เพราะในอนาคตเมื่อเปิดเออีซีจะสามารถนำไปต่อยอดและเพิ่มโอกาสในการทำงานให้กับตัวเองได้
มนธิรา เล่าว่า จากประสบการณ์การสอนมากว่า 10 ปี มองว่าภาษาเวียดนามไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด ตัวอักษรที่ใช้ในภาษาเวียดนามเป็นอักษรโรมัน โครงสร้างประโยคคล้ายกับภาษาไทย มีประธาน กริยา กรรม และอาจมีคำวิเศษณ์ขยายความในบางประโยค
แต่สิ่งที่ท้าทายในการเรียนภาษาเวียดนาม คือ การออกเสียงแบบมาตรฐาน ภาษาที่ชาวฮานอยและคนภาคเหนือของประเทศเวียดนามพูด ที่มีเสียงวรรณยุกต์ถึง 6 โทนเสียง ขณะที่ไทยมีแค่ 5 เสียง
นอกจากนี้ การสะสมคำศัพท์ เป็นอีกเรื่องท้าทายในการเรียนภาษาเวียดนาม เพราะศัพท์บางคำที่ใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันอาจเป็นคำศัพท์สแลงหรือศัพท์เฉพาะ ทำให้ต้องใช้ประสบการณ์ในการสื่อสารกับคนเวียดนามที่เป็นเจ้าของภาษาเอง เพื่อให้ได้ทั้งคำศัพท์และสำเนียงในการออกเสียงคำศัพท์ต่างๆ
ขณะที่คนไทยสนใจเรียนภาษาเวียดนามมากขึ้น ชาวเวียดนามก็สนใจเรียนภาษาไทยเช่นกัน โดยมีการเปิดสอนภาษาไทยอย่างจริงจัง เนื่องจากชาวเวียดนามมองว่าในอนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นการรู้ภาษาไทยจะช่วยเพิ่มมูลค่าตัวเองได้ในการหางานทำ อีกทั้งแต่ละปียังมีคนไทยจำนวนมากเดินทางไปท่องเที่ยวและทำงานในเวียดนาม จึงทำให้มีการส่งเสริมให้ชาวเวียดนามเรียนภาษาไทยเพิ่มเติมด้วย
มนธิรา บอกว่า หากให้เปรียบเทียบระหว่างคนไทยและคนเวียดนามแล้ว ต้องยอมรับว่าเด็กเวียดนามมีความตื่นตัวในการเรียนมากกว่าเด็กไทย ซึ่งอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมและอดีตที่ทำให้คนเวียดนามต้องแข่งขันกัน เพราะหากไม่ขยันให้เป็นอันดับต้นๆ ก็จะไม่มีที่ยืน หรือไม่มีที่ทำงานได้
“ยิ่งกำลังจะเปิดเออีซีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ทุกประเทศต้องเร่งปรับตัวแข่งขันกันมากขึ้น ซึ่งหากเป็นการแข่งขันในเชิงสร้างสรรค์ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ที่จะทำให้เด็กไทยตื่นตัวและเริ่มหันมามองตัวเองมากขึ้นว่ายังอ่อนด้อยในเรื่องใด”
ทั้งนี้ นับถึงวันนี้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาษาเพื่อนบ้านอาเซียนก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากล เพราะการรู้ภาษาเพื่อนบ้านจะช่วยให้ชาวอาเซียนสามารถพูดคุยเข้าใจกันได้ง่ายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น







