
ความท้าทายการบินเออีซี
เดิมธุรกิจสายการบินในเออีซีจะเป็นสายการบินแห่งชาติเป็นหลัก โดยรัฐบาลถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด เช่น การบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลน์ส มาเลเซียแอร์ไลน์ส การูด้า ฯลฯ แม้ต่อมาประเทศต่างๆ ได้แปรรูปสายการบินแห่งชาติเหล่านี้มาอยู่ในรูปบริษัทจำกัด แต่กรณีของการบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลนส์ และการูด้า รัฐบาลยังคงถือหุ้นข้างมาก ส่วนมาเลเซียนแอร์ไลนส์ แม้รัฐบาลได้ขายหุ้นออกไปเกินครึ่ง แต่ต่อมาเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน รัฐบาลได้ซื้อหุ้นกลับคืนมา ทำให้มีสภานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้งหนึ่ง
เดิมธุรกิจสายการบินในเออีซีจะเป็นสายการบินแห่งชาติเป็นหลัก โดยรัฐบาลถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด เช่น การบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลน์ส มาเลเซียแอร์ไลน์ส การูด้า ฯลฯ แม้ต่อมาประเทศต่างๆ ได้แปรรูปสายการบินแห่งชาติเหล่านี้มาอยู่ในรูปบริษัทจำกัด แต่กรณีของการบินไทย สิงคโปร์แอร์ไลนส์ และการูด้า รัฐบาลยังคงถือหุ้นข้างมาก ส่วนมาเลเซียนแอร์ไลนส์ แม้รัฐบาลได้ขายหุ้นออกไปเกินครึ่ง แต่ต่อมาเมื่อประสบปัญหาทางการเงิน รัฐบาลได้ซื้อหุ้นกลับคืนมา ทำให้มีสภานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอีกครั้งหนึ่ง
จากสถิติปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร(Available Seat Kilometer : ASK) ของบริษัท โบอิ้ง เดิมในปี 2546 สายการบินแห่งชาติครองส่วนแบ่งเกือบทั้งหมดในเออีซี โดยสิงคโปร์แอร์ไลน์สครองส่วนแบ่งมากสุด 33% รองลงมา คือ การบินไทย 23% มาเลเซียแอร์ไลน์ส 19% การูด้า 6% ฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ส 5% เวียดนามแอร์ไลน์ส 3% รอยัลบรูไน 2%
แต่ปัจจุบันสายการบินต้นทุนต่ำแย่งส่วนแบ่งไปได้มาก โดยตลาดเที่ยวบินในประเทศของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถูกสายการบินต่ำแย่งไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง ขณะที่ตลาดเส้นทางบินระหว่างกลุ่มเออีซีก็ถูกสายการบินต้นทุนต่ำแย่งไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งเช่นกัน และเริ่มแย่งส่วนแบ่งตลาดเที่ยวบินข้ามทวีป ซึ่งกระทบต่อสายการบินแห่งชาติอย่างมากเนื่องจากเที่ยวบินข้ามทวีปในตลาดบน ต้องเผชิญการแข่งขันจากสายการบินของตะวันออกกลาง ซึ่งแย่งตลาดเดินไปได้มาก ขณะที่เที่ยวบินข้ามทวีปในตลาดล่าง จะต้องเผชิญกับการแข่งขันจากสายการบินต้นทุนต่ำในอนาคต
การรุกหนักของสายการบินต้นทุนต่ำ ทำให้สถิติปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารในปี 2556 ของตลาดสายการบินแห่งชาติลดลงจาก 10 ปีก่อนอย่างน่าเป็นห่วง สิงคโปร์แอร์ไลน์สแม้ยังครองอันดับ 1 แต่ส่วนแบ่งลดลงจาก 35% เหลือ 23% แต่ผลกำไรสุทธิปี 2556/2557 ยังอยู่ในระดับน่าพอใจที่หมื่นล้านบาท
การบินไทยแม้ยังครองอันดับ 2 แต่ส่วนแบ่งลดลงจาก 23% เหลือ 15% ขณะที่กำไรลดลงมากโดยคาดว่าในปี 2556 จะมีกำไร 2,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ 6,000 ล้านบาท และปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำแผนพลิกฟื้นธุรกิจเพื่อปรับองค์กรครั้งใหญ่ให้สอดคล้องกับการแข่งขันธุรกิจการบินที่รุนแรงขึ้น
แอร์เอเชียแซงมาเลเซียแอร์ไลน์สก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่ง 13% และเป็นไปได้ที่จะแซงการบินไทยเพื่อก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของเออีซีในอนาคต โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 มีกำไรถึง 3,800 ล้านบาท ด้านมาเลเซียแอร์ไลน์สอันดับ 4 ส่วนแบ่งลดลงจาก 19% เหลือ 11% โดย 9 เดือนแรกของปี 2556 ขาดทุนถึง 8,300 ล้านบาท แต่ยังระดมเงินทุนได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนมิ.ย. 2556 ทำให้มีเงินสดในมือ 5.4 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ไลออนแอร์ของอินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นอันดับ 5 ส่วนแบ่งตลาด 8% แซงหน้าสายการบินแห่งชาติการูด้าของอินโดนีเซียไปแล้ว และมีแนวโน้มสูงจะแซงหน้ามาเลเซียแอร์ไลน์สขึ้นเป็นอันดับ4 เพราะได้เปรียบจากการครองส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซียถึงครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูง
ส่วนการูด้าร่วงจากอันดับ 4 มาเป็นอันดับ 6 แต่ส่วนแบ่งเพิ่มจาก 6% เป็น 7% เวียดนามแอร์ไลน์สร่วงจากอันดับ 5 เป็นอันดับ 7 แต่ส่วนแบ่งเพิ่มจาก 3% เป็น 6% สายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลน์สร่วงจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 8 แต่ยังรักษาส่วนแบ่ง 5% ไว้ได้
นักวิเคราะห์เห็นว่ายากที่สายการบินแห่งชาติจะแย่งส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา ยกเว้นจะขายตั๋วตัดราคา ซึ่งจะยิ่งทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นมาอีก และทำให้สายการบินต่างๆ ขาดทุน โดยเฉพาะสายการบินแห่งชาติที่เสียเปรียบจากต้นทุนสูงกว่า







