posttoday
เศรษฐกิจพังพาบรัฐบาลไร้อำนาจบริหาร

เศรษฐกิจพังพาบรัฐบาลไร้อำนาจบริหาร

08 ธันวาคม 2556

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะดำดิ่งอย่างหนัก เศรษฐกิจไทยปี 2556 ที่ย่ำแย่มาตลอดในช่วง 3 ไตรมาสแรก

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะดำดิ่งอย่างหนัก เศรษฐกิจไทยปี 2556 ที่ย่ำแย่มาตลอดในช่วง 3 ไตรมาสแรก และหวังว่าปลายปีน่าจะดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นนั้น เศรษฐกิจไทยกำลังจะตกอยู่ในหุบเหวลึก จากภาวะที่รัฐบาลพยายามรักษาอำนาจตามกฎหมาย แต่ไร้อำนาจในการบริหารจัดการ

เพราะถึงตอนนี้เครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้งหมดดับสนิทไม่ทำงาน การส่งออก การบริโภค การลงทุนเอกชน การผลิต และการใช้จ่ายภาครัฐพากันเดี้ยงหนักทุกรายการ จนทำให้เศรษฐกิจทั้งปีที่คาดหวังไว้สวยหรูว่าจะขยายตัวได้ 3% แต่พอมาเจอวิกฤตการเมืองที่ทวีความร้อนแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสมากที่จะขยายตัวได้แค่ 1-2% ไม่พอจะหล่อเลี้ยงบรรดานิสิตนักศึกษาจบใหม่ให้เข้าสู่ระบบการจ้างงาน ไม่ต้องพูดถึงรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ

การชุมนุมประท้วงของมวลมหาประชาชนที่กระจายตัวแทบทุกจุด ทำให้การบริหารจัดการของรัฐบาลตกอยู่ในภาวะเป็นอัมพาต รักษาอำนาจได้ แต่บริหารไม่ได้

การบริหารระบบราชการนั้น เข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ข้าราชการในหลายกระทรวง ทบวง กรม ได้แสดงอาการไทยเฉย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยอย่างน้อย 6 จังหวัดมิยอมรับคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว

มิพักต้องกล่าวถึงการบริหารระบบเศรษฐกิจที่ปัจจุบันพังพาบเป็นหน้ากลอง รัฐมนตรีไม่สามารถหาทางติดเครื่องยนต์ที่ดับสนิททั้งหมดมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง เพราะเวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจที่กำลังโคม่า

ขนาดการประมูลเงินกู้ของธนาคารรัฐก็ยังไม่ได้ตามต้องการ เพราะสถาบันการเงินที่มีเงินในการปล่อยกู้แสดงอาการอารยะขัดขืนให้รัฐบาลประจักษ์

เปิดประมูล 7.5 หมื่นล้านบาท มีผู้ประมูลออกไปแค่ 3.7 หมื่นล้านบาท อายุ 3 ปี คิดดอกเบี้ยสูงลิ่ว 3.53% ถือว่าสูงมาก เพราะไม่มั่นใจสถานการณ์การเมือง เรียกว่าเป็นการส่งสัญญาณออกไปว่ารัฐบาลนี้มีความเสี่ยง

เป็นเวลา 15 วันเต็ม ที่ผู้ชุมนุมประท้วงเข้ายึดสถานที่ราชการ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ ที่เป็นหน่วยงานหลักทางด้านเศรษฐกิจและการเงินการคลังของประเทศจนทำให้ระบบการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศตกอยู่ในภาวะชัตดาวน์

นับตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ผู้ชุมนุมเข้ายึดกระทรวงการคลัง ได้ส่งผลกระทบกับระบบการเงินของประเทศทันที ระบบการเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ที่ผูกติดระบบไอทีไว้กับกระทรวงการคลังล่มลงทันที การประมวลผลการเก็บภาษีของทั้งสามกรมติดๆ ขัดๆ ทำไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ จนสะเทือนผู้ประกอบการไม่สามารถทำการค้าขายได้ เช่น ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและต้องเสียภาษีสรรพสามิต แต่เสียไม่ได้ ก็ทำให้นำสินค้าที่ผลิตและในสต๊อกนำออกมาขายไม่ได้

เช่นเดียวกับผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกสินค้าไม่ได้ ทำให้การผลิตชะงัก สภาพคล่องทางการเงินมีปัญหา แม้ว่าเป็นในระยะสั้น แต่ก็สะเทือนทำให้การผลิต การค้าการขายหยุดนิ่งเดินหน้าไม่ได้ กระทบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นไปถึงปลายน้ำให้อยู่ในภาวะชอร์ตไปดื้อๆ

ขณะที่การเก็บภาษีที่ต้องมีการส่งเงินเข้าคลังผ่านระบบ GFMIS ของกรมบัญชีกลาง ก็ล่มลงในทันทีเช่นกัน เงินภาษีไม่สามารถส่งคลังผ่านระบบ GFMIS ได้ ต้องมีการแก้ไขเฉพาะหน้าโดยให้กรมจัดเก็บภาษีต้องนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารก่อน แล้วค่อยแจ้งนำส่งกระทรวงการคลังในภายหลัง

แต่ปัญหาที่หนักอกที่สุดที่รัฐบาลกลืนไม่เข้าคายไม่ออก น่าจะอยู่ที่ระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณผ่าน GFMIS ของกรมบัญชีกลาง ที่เป็นระบบใหญ่ควบคุมระบบการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งหมดของประเทศ ทั้งงบประจำและงบลงทุนของประเทศ

เพราะหลังจากถูกผู้ชุมนุมยึดหน่วยงานเศรษฐกิจ ทำให้การเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการมีปัญหาหนัก ในช่วงแรกหมวดเงินเดือนในบัญชี 1 อาจเบิกจ่ายได้ แต่รายการอื่นๆ ทั้งหมวดค่าเช่า เงินงวด เงินตกเบิก กลับติดขัดอย่างหนัก

ที่เห็นได้ชัดเจนแล้วคือ การเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาล ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้แม้แต่น้อย งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ที่เริ่มมาตั้งแต่เดือน ต.ค.พ.ย. 2556 อยู่ในอาการสาหัส

โดยในช่วง 2 เดือนแรก รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายภาพรวมไว้ 6.21 แสนล้านบาท หรือ 24.61% แต่เบิกจ่ายได้จริงแค่ 4.76 แสนล้านบาท หรือ 18.87% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น

งบประจำที่กำหนดไว้ว่าต้องเบิกจ่าย 4.8 แสนล้านบาท เบิกได้จริง 4.69 แสนล้านบาท

งบลงทุนนั้น มีการตั้งเป้าการเบิกจ่ายไว้ 1.4 แสนล้านบาท หรือ 32.93% ของงบลงทุนทั้งหมด แต่ปรากฏว่าเบิกจ่ายได้จริงเพียง 7,414 ล้านบาท หรือแค่ 1.73% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนมาก

มนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ชี้แจงว่า งบลงทุนเบิกจ่ายได้น้อยเพราะมีปัญหาหลายอย่าง ทั้งจากการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า เพราะหน่วยงานต่างๆ ไม่กล้าจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการพิเศษที่ทำได้รวดเร็วกว่า

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาผู้ประท้วงรัฐบาลยึดสถานที่ราชการ ทำให้หน่วยงานต่างไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกงบประมาณลงทุนได้

เห็นได้ว่า การเบิกจ่ายที่ชะงักในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย. จนถึงต้นเดือน ธ.ค. ทำให้การเงินของประเทศอยู่ในภาวะชะงัก

หากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อยาวนานออกไป ย่อมส่งผลกระทบกับการเบิกจ่ายของรัฐบาลทวีความรุนแรงมากขึ้น

มีการประเมินกันแล้วว่า งบลงทุนในเดือน ธ.ค. 2556 จะอยู่ในภาวะท่อตัน

แม้แต่สำนักงบประมาณยังยอมรับว่า เงินลงทุนไตรมาสแรกปี 2557 ที่ตั้งไว้ 2 แสนล้านบาท แยกเป็นงบเหลื่อมปีจากงบประมาณ 2556 จำนวน 1 แสนล้านบาท และอีก 1 แสนล้านบาท เป็นงบลงทุนของงบประมาณ 2557 เกือบทั้งหมดยังเบิกจ่ายไม่ได้

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า การเงิน การคลังของประเทศอยู่ในภาวะชัตดาวน์ ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินเพื่อไปลงทุนพัฒนาประเทศได้จากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น

ปฏิบัติการปิดกระทรวง กรม กอง ต่างๆ เสมือนเป็นการชัตดาวน์ต้นทางการเบิกจ่าย ซึ่งจะต้องเป็นผู้ทำเรื่องเสนอโครงการลงทุนและการปิดสำนักงบประมาณเหมือนเป็นการชัตดาวน์กลางทางของการเบิกจ่าย เพราะเป็นผู้อนุมัติการเบิกจ่ายเงิน ขณะการปิดกระทรวงการคลังเป็นเหมือนการชัตดาวน์ปลายทางการเบิกจ่าย เพราะเป็นผู้จ่ายเงินของประเทศ

ที่ผ่านมา การเบิกจ่ายในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ จะเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปี เพราะเป็นรอยต่อของงบประมาณปีเก่าและปีใหม่ จะมีเงินงบลงทุนจำนวนมากที่ต้องเร่งเบิกจ่าย โดยเฉพาะงบลงทุนที่เหลือมาจากปีงบประมาณเก่า

แต่การชะงักงันจากการเบิกจ่ายไม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะหัวทิ่ม

การเบิกจ่ายของประเทศเป็นอัมพาต ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการที่เป็นผู้รับเหมา สะเทือนไปถึงการจ้างงาน การลงทุน การจับจ่ายใช้สอยของประเทศ

การที่โครงการต่างๆ เดินหน้าไม่ได้ เพราะไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ ทำให้ไม่มีเงินเข้าไปหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ

เมื่อกลไกทางเศรษฐกิจของราชการมีปัญหา บรรดาผู้รับเหมาของรัฐบาลที่มีการเบิกจ่ายไปบางส่วนแล้ว ตอนนี้มีปัญหาเบิกเงินไม่ได้ ฐานะการเงินของผู้รับเหมาชอร์ตไปทันที โครงการไม่สามารถสร้างเสร็จตามสัญญา มีปัญหาการทิ้งงาน การฟ้องร้องตามมา เป็นปัญหารัฐบาลเสียเงินแต่ไม่ได้ของเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก

แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ จะระบุไว้ว่าสามารถย้ายไปที่อื่นไม่กระทบกับการเบิกจ่าย แต่ในความเป็นจริง การย้ายที่ทำงานนั้นมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่บางส่วนเท่านั้นที่ย้ายไปทำงานแก้ขัด อีกกว่าครึ่งต้องทำงานอยู่กับบ้าน ทำให้การทำงานการเบิกจ่ายของประเทศไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเก่า

ในส่วนของระบบการเบิกจ่ายของกรมบัญชีกลางที่ว่าไม่มีปัญหา มีการสำรองระบบออกไปไว้นอกกรมนอกกระทรวงแล้ว แต่ก็ยังพบว่ามีหลายหน่วยงานยังไม่สามารถเข้าระบบเบิกจ่ายของรัฐบาลได้ปกติเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาชัตดาวน์ระบบการเงินการคลังของประเทศได้ทั้งหมด

แม้แต่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ก็ออกมายอมรับว่า การถูกยึดกระทรวงส่งผลกระทบการเบิกจ่ายกับการเก็บรายได้ของประเทศมากขึ้น หากเป็นไปได้อยากขอคืนพื้นที่กระทรวงการคลังที่มีกรมบัญชีกลางรวมอยู่ด้วยคืนจากผู้ชุมนุม

ถึงขนาดบอกว่า จะยึดก็ยึดไป ไม่ว่ากัน แต่ขอขึ้นไปทำงานตามปกติได้มั้ย

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาวะการเงินการคลังของประเทศที่ชัตดาวน์ติดๆ ดับๆ ทำงานได้ไม่เต็มสูบ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ ได้กลายเป็นวิกฤตประเทศไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก