
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจปี 2557 ไม่ใช่ V-shape
ในคอลัมน์ที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงการคาดการณ์ของกำไรของตลาดในปีหน้าว่าน่าจะยังเติบโตได้ 16% (เป็น 111.70 บาทต่อหุ้น) ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี และหากอิงกำไรต่อหุ้นที่ 111.70 บาท หรือการคาดการณ์ที่สำรวจโดย Bloomberg ที่ 115.00 บาท เมื่อใช้ PE 14 เท่า ดัชนีตลาดในปีหน้าน่าจะเหมาะสมที่ระดับประมาณ 1,560-1,600 จุด แต่หากอิง PE 12 เท่าซึ่งเป็น PE เฉลี่ยของตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะได้ระดับดัชนีที่เหมาะสม 1,340-1,380 จุด ซึ่งคิดว่า PE ที่ 12 เท่า เป็นระดับที่ต่ำเกินไป
ในคอลัมน์ที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงการคาดการณ์ของกำไรของตลาดในปีหน้าว่าน่าจะยังเติบโตได้ 16% (เป็น 111.70 บาทต่อหุ้น) ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี และหากอิงกำไรต่อหุ้นที่ 111.70 บาท หรือการคาดการณ์ที่สำรวจโดย Bloomberg ที่ 115.00 บาท เมื่อใช้ PE 14 เท่า ดัชนีตลาดในปีหน้าน่าจะเหมาะสมที่ระดับประมาณ 1,560-1,600 จุด แต่หากอิง PE 12 เท่าซึ่งเป็น PE เฉลี่ยของตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะได้ระดับดัชนีที่เหมาะสม 1,340-1,380 จุด ซึ่งคิดว่า PE ที่ 12 เท่า เป็นระดับที่ต่ำเกินไป
เพราะหากพิจารณาระดับดัชนีที่ต่ำสุดในเดือนที่ผ่านมา ที่เริ่มมีการชุมนุมที่ 1,345 จุด คิดเป็น Forward PE 12 เท่า เทียบกับในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงหลายครั้ง Forward PE ของตลาดเคยตกลงไปซื้อขายกันที่ 10 เท่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่วันนี้ที่ตลาดยอมรับระดับ PE ที่สูงขึ้น หมายความว่านักลงทุนยอมรับได้ว่าความเสี่ยงทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นไทยไปแล้ว
ในด้านเศรษฐกิจนั้น บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดการณ์ GDP ในปี 2557 ขยายตัว 4.4% จากปี 2556 ที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 2.9% การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2557 ไม่ใช่ลักษณะ Vshape แต่เป็นการฟื้นตัวในระดับปานกลางจากฐานที่ต่ำในปีนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักจะมาจากการลงทุน การส่งออก และธุรกิจท่องเที่ยว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (79% ของ GDP) ทำให้ประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าหนี้ที่อยู่ในระดับสูงจะจำกัดการขยายตัวของการบริโภคภาคเอกชนไปจนถึงปีหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะโชคดีที่เศรษฐกิจในประเทศหลักของโลกเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดส่งออกหลักของเรา ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แต่การฟื้นตัวของประเทศต่างๆ ก็ยังค่อนข้างเปราะบาง ส่วนการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนและการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ต้องอาศัย “ความเชื่อมั่น” เอกชนจึงกล้าที่จะลงทุน หากสถานการณ์การเมืองรุนแรงและยืดเยื้อ เครื่องยนต์ที่จะถูกกระทบ คือ “การลงทุน” และ “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า แต่เชื่อว่าประมาณการ GDP 4.4% ในปีหน้ามีความเสี่ยงขาลง (Downside) ที่จำกัด เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ามีผลกระทบจำกัดต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจำกัดอยู่ในระยะหนึ่งเท่านั้น
เราไม่ได้กังวลกับเรื่องร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถึงแม้ไม่มี พ.ร.บ.ดังกล่าว โครงการที่มีความพร้อม (ผ่านการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว) จะถูกผลักดันให้นำออกมาประมูลโดยอาศัยแหล่งเงินทุนอื่น เช่น งบประมาณรายจ่ายประจำปี เราจึงเชื่อว่าการลงทุนภาครัฐในปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 13% ดีกว่าปีนี้ที่แทบไม่มีโครงการขนาดใหญ่เลย ทำให้การลงทุนภาครัฐน่าจะเติบโตเพียง 3% หรือต่ำกว่านั้น หากภาครัฐ (ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก็ตาม) สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน การลงทุนของภาคเอกชนจะตามมาในที่สุด
จากภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แข็งแรงนักในปีหน้า เราจึงชอบกลุ่มที่กำไรเติบโตดีและแข็งแรง และมี Valuation ที่ไม่แพง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (KBANK) กลุ่มอาหาร (CPF และ TUF) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (HANA และ SVI) กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุน (BTS และ AOT) ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่ PE แพงที่สุดในจำนวนนี้ แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยมีความสามารถในการแข่งขันเหนือประเทศอื่นในภูมิภาค เราจึงชอบกลุ่มนี้ (MINT รวมถึง BH ซึ่งได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยว)
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังถูกกดดันไปอีกถึงไตรมาสแรกของปีหน้า เพราะอย่าลืมว่าปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐที่จะครบกำหนดในเดือน ม.ค.ก.พ.จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ตามมาด้วยความเสี่ยงของการชะลอวงเงินที่ซื้อพันธบัตรรัฐบาล (QE Tapering) แม้จะเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยืดหยุ่นมากพอสำหรับขาลง แต่ไม่น่าจะโดดเด่นไปกว่าตลาดอื่นในเอเชีย การลงทุนในระยะ 3 เดือนข้างหน้า อาจดูน่าเบื่อหน่าย แต่ก็ถือเป็นจังหวะดีในการคัดสรรหุ้นที่ร่วงแรงโดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยน







