posttoday
ตั้งเป้าเปลี่ยนบัตรATMเป็นไมโครชิพทั้งระบบในปี58

ตั้งเป้าเปลี่ยนบัตรATMเป็นไมโครชิพทั้งระบบในปี58

02 ธันวาคม 2556

ธปท.จับมือแบงก์ตกลงเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตจากแถบแม่เหล็ก ให้เป็นระบบไมโครชิพให้หมดภายในปี 2558 เพื่อป้องกันการสกิมเมอร์ของมิจฉาชีพ

ธปท.จับมือแบงก์ตกลงเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตจากแถบแม่เหล็ก ให้เป็นระบบไมโครชิพให้หมดภายในปี 2558 เพื่อป้องกันการสกิมเมอร์ของมิจฉาชีพ  

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ธปท.ได้มีการตกลงร่วมกับธนาคารพาณิชย์ ถึงแนวทางในการป้องกันปัญหาการโจรกรรมข้อมูล(สกิมเมอร์) ของบัตรเดบิตและบัตรเอทีเอ็ม ที่มิจฉาชีพนิยมนำเครื่องสกิมเมอร์มาติดตั้งตามตู้เอทีเอ็มที่เคยเป็นข่าวสร้างความเสียหายไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยเห็นชอบร่วมกันให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งดำเนินการทยอยเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต จากเดิมที่ใช้ระบบแถบแม่เหล็กให้เปลี่ยนมาไปใช้ระบบไมโครชิพแทน เพื่อป้องกันมิจฉาชีพใช้สกิมเมอร์คัดลอกข้อมูลของลูกค้าผู้ถือบัตรไปกดเงินจากบัญชีลูกค้าสร้างความสูญเสียทั้งระบบ

“ตามมติดที่พูดคุยกัน ธปท.กำหนดให้ดำเนินการให้ทุกแบงก์เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตมาใช้ไมโครชิพให้หมดก่อนสิ้นเดือนธ.ค.ปี 2558นี้ เพื่อป้องกันปัญหาสกิมเมอร์ ซึ่งทางแบงก์ก็เห็นชอบและมีการทยอยเปลี่ยนเป็นบัตรชิพให้ลูกค้าบ้างแล้วบางส่วน แต่อาจจะล่าช้าบ้างเพราะแบงก์เองก้ไม่สามารถบังคับให้ลุกค้ามาเปลี่ยนบัตรใหม่ได้พร้อมกัน จึงต้องทยอยทำและค่อยๆแนะนำลูกค้าเปลี่ยน ขณะเดียวกันก็จะทยอยเปลี่ยนตู้เอทีเอ็มทั้งระบบประมาณ 5 หมื่นตู้ที่ใช้ระบบแถบแม่เหล็กให้รองรับบัตรที่ติดระบบโมโครชิพด้วย  ตอนนี้มีการทยอยเปลี่ยไปได้ประมาณ 3 หมื่นตู้ทั่วประเทศแล้ว” นายจาตุรงค์กล่าว

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ได้เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต จากแถบมาเหล็กมาใช้ไมโครชิปเพื่อป้องกันปัญหา เช่น ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งได้ผลในการป้องกันการคัดลอกข้อมูลหรือถูกสกิมเมอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยเองก็ตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาและปรับระบบให้ดีขึ้น อาทิ ธนาคารกรุงเทพเองก็ได้นำร่องเปลี่ยนบัตรเดบิต และเอทีเอ็ม มาเป็นบัตรไมโครชิปแล้ว

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนบัตรธนาคารพาณิชย์น่าจะดำเนินการให้ได้ เพราะค่าบัตรที่แปลงเป็นไมโครชิปมีมูลค่าไม่มากเมื่อแลกกับความปลอดภัยที่ดีขึ้น แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง ซึ่งธปท.คาดหวังว่าธนาคารพาริชย์จะลงทุนด้วยเทคโนโลยีโดยเฉพาะการป้องกัน ซึ่งไม่ได้คิดเรื่องผลตอบแทนว่าคุ้มค่าหรือไม่  เพราะหากเกิดปัญหากับลุกค้าประชาชนทั่วไป ในกรณีที่ไม่ใช่ความผิดของลูกค้าธนาคารก็ต้องชดเชยให้อยู่แล้วซึ่งที่ผ่านมาธนาคารก็สามารถชดเชยให้ลูกค้าได้ภายใน 1-2 วัน รวมทั้งมีการให้ความรู้กับประชาชนในการป้องกันตัวเองให้ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และการให้คำแนะนำประชาชนถึงข้อควรระวังในการใช้บัตร อาทิ การเปลี่ยนรหัสบ่อยๆทุก 3 เดือน  ไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวลงในอินเทอร์เน็ต ไม่กดเงินในตู้เอทีเอ็มที่ห่างไหลชุมชนและมืด เป็นต้น ถือเป็นการช่วยกันป้องกันปัญหาได้ทั้งธนาคารและลูกค้า

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน