
จุดอ่อนไทยในเออีซีไร้ฐานข้อมูล-เอกชนไม่เปิดใจ
สถานการณ์การเมืองขณะนี้ทำให้ความสนใจทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ธุรกิจ และรัฐบาล
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
สถานการณ์การเมืองขณะนี้ทำให้ความสนใจทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ธุรกิจ และรัฐบาล พุ่งไปที่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจนต้องพักงานด้านอื่นๆ ไว้ก่อน และกำลังสร้างความกังวลให้ภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน และต้องการแรงผลักดันจากรัฐบาลหลายด้าน
“เจน นำชัยศิริ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานเสวนาเรื่อง “ทิศทางอุตสาหกรรมไทยปี 2557 และการปรับตัวสู่เออีซี” จัดโดย ส.อ.ท. ว่า ภาคเอกชนได้เตรียมตัวรับการรวมตัวเป็นเออีซีที่จะสร้างโอกาสของภาคธุรกิจอย่างมาก แต่หลังเกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศขึ้น ทำให้มีความกังวลว่าปัญหาต่างๆ จะรุมเร้ารัฐบาลจนเสียสมาธิ ไม่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนได้
“เอกชนเตรียมตัวเองพอสมควร แต่มีหลายภารกิจที่เอกชนทำไม่ได้ เช่น การเจรจาเพื่อนำรถเข้าประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีปัญหาติดขัด ทั้งที่เพื่อนบ้านนำรถเข้าไทยได้เสรี ถ้าปัญหายังรุมเร้าแบบนี้ รัฐบาลคงไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิ ไม่แน่ใจว่าจะช่วยเจรจาเรื่องเหล่านี้ได้ดีแค่ไหน”
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่เออีซีจะช่วยสร้างโอกาสที่ทำให้ทุกประเทศได้ประโยชน์ หรือวินวินจากการเป็นฐานผลิตเดียวกัน สร้างความเข้มแข็ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับฐานผลิตขนาดใหญ่อย่างจีนได้ แต่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีไทยต้องเปิดใจเรียนรู้การออกไปร่วมมือกับธุรกิจในเพื่อนบ้าน ต้องเปลี่ยนจากอดีตที่จะทำธุรกิจแบบเดี่ยว ไม่ร่วมมือกับใคร การออกไปหาความร่วมมือนี้ เพื่อหาฐานผลิตที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุดแก่ธุรกิจที่ทำอยู่
ด้าน “วัลลภ วิตนากร” รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผลจากการที่ผู้ชุมนุมไปปิดหน่วยงานราชการ ในระยะสั้นคือ การติดต่อเอกสารเพื่อการค้าต่างๆ ติดขัดไปหมด และที่กระทบกว้างขึ้นไปอีกคือความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจลงทุนของทั้งธุรกิจไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ หากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้ออีกนาน ระยะยาวจะทำให้รัฐไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรได้เลย เช่น การค้าชายแดน การขยายจุดผ่านแดนต่างๆ
“เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เราเรียกว่าการถอยหลัง บอกตามตรงตอนนี้เอกชนก็อึดอัด พูดอะไรก็ไม่ได้ พูดแล้วก็ถูกหาว่าไปถือข้างใดข้างหนึ่ง” วัลลภ กล่าว
วัลลภ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องให้ความสำคัญกับการเป็นฐานผลิตเดียวของอาเซียน เพราะการผลิตโลกใช้อาเซียนเป็นฐานที่สำคัญหลังจากที่พยายามย้ายไปในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่จีนก็เริ่มมีอุปสรรค คือปัญหาค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เวลานี้อาเซียนตอบโจทย์ผู้ผลิตได้ทุกด้าน ทั้งสิทธิประโยชน์จากการลงทุน รวมถึงแรงงานทั้งที่มีฝีมือและแรงงานราคาถูก” วัลลภ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประโยชน์อยู่มากจากการที่นักลงทุนไทยออกไปลงทุนในกลุ่มอาเซียน แต่พบว่ายังมีอุปสรรคอยู่มาก โดยเฉพาะกฎระเบียบของประเทศต่างๆ ทั้งกัมพูชา ลาว และพม่า หรือแม้แต่เวียดนามที่เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 3 ประเทศ อุปสรรคเหล่านี้ต้องแก้โดยการมีข้อมูลในเชิงลึก แต่หน่วยงานราชการของไทยไม่มีข้อมูลเหล่านี้
“ปัญหาอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยแย่มากคือ ข้อมูลเชิงลึกไม่มีไว้ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการข้อมูลเหล่านี้ เพราะมีเอกชนไทยขนาดใหญ่ไม่กี่รายที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อให้ได้ข้อมูลมาและลุยไปลงทุนด้วยตัวเอง เราเคยเสนอรัฐบาลไปนานแล้วว่าให้จัดการรูปแบบเหมือนกับเจโทร ซึ่งก็มีการศึกษา มีการทำออกมา แต่ยังไม่มีฐานข้อมูลที่ดีเพียงพอ ทำให้ยังเป็นอุปสรรค ผู้ประกอบการไทยไม่มีความเชื่อมั่นที่จะไปลงทุนต่างประเทศ ซ้ำเติมให้ธุรกิจไทยไม่อยากออกไปลงทุนต่างประเทศ” วัลลภ กล่าว
นอกจากนี้ ภายใต้กรอบอาเซียนรัฐต้องตระหนักถึงการที่ไทยมีที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่ดี นอกจากมีการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งในประเทศแล้ว ต้องมองไกลออกไปถึงการช่วยเหลือเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับไทยและอาจยังไม่มีศักยภาพลงทุนเอง เพราะการช่วยสร้างถนนหรือโครงสร้างที่ดีให้เพื่อนบ้านจะเอื้อต่อการขนส่งและการท่องเที่ยวของไทยด้วย และจุดผ่านแดนทั้งหมดต้องได้รับการขยายและเปิดเป็นด่านถาวรเพื่อเอื้อต่อการค้าชายแดน
ขณะที่ “นิลสุวรรณ ลีลารัศมี” กรรมการ ส.อ.ท. กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลเกี่ยวกับความพร้อมของไทยก่อนรวมตัวอาเซียน คือการที่คนไทยยังไม่ค่อยมีการทำธุรกิจที่เป็นหุ้นส่วนกับคนอื่น ซึ่งจะทำให้ความสามารถแข่งขันลดลงไปเรื่อยๆ ระบบฐานข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ยังไม่ดี เอกชนต้องรวบรวมเองและก็มีเฉพาะรายใหญ่ที่มีกำลังเท่านั้นที่ทำได้ และสุดท้ายคือความสามารถในการใช้ภาษาที่ต้องรีบปรับปรุง นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว ต้องรู้จักภาษาเพื่อนบ้านหรือรู้จักจ้างแรงงานที่ใช้ภาษาประเทศเพื่อนบ้านได้







