posttoday
เปิดหน้างานใหม่ เอสเอ็มอีไทยรับตลาดอาเซียนบวก6

เปิดหน้างานใหม่ เอสเอ็มอีไทยรับตลาดอาเซียนบวก6

27 พฤศจิกายน 2556

เหลือระยะเวลาอีกไม่ถึง 2 ปีนับจากนี้ที่ประเทศไทยและ 9 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนจะรวมเป็นตลาดเดียว

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

เหลือระยะเวลาอีกไม่ถึง 2 ปีนับจากนี้ที่ประเทศไทยและ 9 ประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียนจะรวมเป็นตลาดเดียว ด้วยกำลังซื้อเกือบ 600 ล้านคน จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 พร้อมโอกาสการทำตลาดภายใต้เงื่อนไขเสรีการค้าอาเซียนจากอัตราภาษีนำเข้าและส่งออก 0% อย่างสมบูรณ์แบบ และขยายต่อไปยังตลาดเสรีอาเซียนบวก 6 (ASEAN+6 จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) อีกด้วย

วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในการสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน” (ASEANIed Free Trade Agreements) จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและองค์กรจะต้องให้ข้อมูลเชิงลึกกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ในการเตรียมความพร้อมขยายตลาดหรือการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบการลงทุน การทำธุรกิจในแต่ละประเทศที่แตกต่างกันออกไป เช่น พม่า ที่เพิ่งเปิดประเทศและมีการร่างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์การให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมจะมีคณะกรรมการฯ เข้ามาเกี่ยวข้องหลายส่วน ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการไทยหลายรายสนใจเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว แต่ยังขาดความเข้าใจ

รวมถึงพิธีการทางด้านศุลกากรและแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่อย่างหลังเป็นเรื่องสำคัญต่อการทำธุรกิจนำเข้าส่งออกของผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอัตราภาษี 0% โดยตรง ที่จะต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน ด้วยแม้จะเป็นสินค้าประเภทชนิดเดียวกัน แต่อาจมีต้นทุนราคาต่างกันได้ หากมีแหล่งกำเนิดสินค้าต่างกัน ดังนั้นก่อนที่ผู้ประกอบการธุรกิจจะส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจะต้องหาข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจนก่อน โดยเฉพาะสิทธิทางภาษีจากแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อนำสินค้าที่ได้เปรียบกว่าเข้าไปแข่งขันในเออีซี

ปิยะบุตร ชลวิจารณ์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการสภาธุรกิจไทยสหภาพยุโรป กล่าวว่า อยากให้เอสเอ็มอีไทยมองเห็นเป็นโอกาสในการขยายตลาดจากการเปิดเสรีอาเซียน ที่แม้ว่าจะยังมีกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งผู้ประกอบการไทยจะต้องเร่งทำความเข้าใจ เช่นเดียวกับในอดีต ที่บริษัทผู้ผลิตและทำตลาดรถกระบะยี่ห้ออีซูซุจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในไทย ในช่วงจังหวะที่ตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลเติบโตสูงในไทย แต่อีซูซุได้มองมุมต่าง ด้วยเห็นโอกาสในการทำตลาดรถกระบะดังกล่าว โดยเริ่มจากการจัดตั้งบริษัทเทรดดิ้ง เพื่อเข้ามาหาข้อมูลก่อนวางแผนเจาะตลาดในอุตสาหกรรมรถยนต์ จากนั้นจึงได้ขยายธุรกิจเข้ามาลงทุนการผลิตและเติบโตถึงปัจจุบัน

พร้อมมองว่า การเปิดเสรีการค้าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขยายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เห็นได้จากการทำเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ไทยและออสเตรเลียที่ลงนามไปเมื่อปี 2548 ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 4,600 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันเมื่อปี 2555 มีมูลค่าทางการค้าร่วมกันอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 20-25% ต่อปี หรือเอฟทีเอประเทศไทยและนิวซีแลนด์ที่ลงนามเมื่อปี 2548 เช่นกัน มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 500 ล้านบาท โดยปัจจุบันเพิ่มเป็น 1,600 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 23%

“หากเอสเอ็มอีไทยต้องการขยายการทำตลาดในอาเซียนอาจเข้าไปอยู่ในรูปแบบการรวมกลุ่มทางธุรกิจหรือคลัสเตอร์ รวมทั้งการหาพันธมิตรธุรกิจเพื่อเป็นผู้ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันเพื่อลดต้นทุนภาพรวมได้ เป็นต้น”

ฉัตรชัย เลื่อมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความพร้อมทางการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า การเปิดเสรีทางการค้าจะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาลดอุปสรรคทางการค้าและเข้ามาช่วยขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่กำลังจะมาถึงนี้จะให้ความสำคัญในด้านแหล่งกำเนิดสินค้าหรืออาร์โอเพื่อลดภาษีอัตรา 0%

อย่างไรก็ตาม การทำการค้าเสรีในผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าส่งออกในไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีนั้นจะต้องปรับตัวไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพมาตรการการผลิตให้สอดคล้องกับโลกการค้าในปัจจุบันที่อิงเรื่องมาตรฐานสากลในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศร่วมกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าและเข้าสู่หน้างานใหม่ในตลาดอาเซียนบวก 6

ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 45 ปีนับจากนี้ การค้าในทุกประเทศทั่วโลกจะมีการยกระดับคุณภาพการผลิตและการทำตลาดในภาพรวมที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขบังคับที่ทำให้ประเทศคู่ค้าผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องจะต้องพัฒนาตัวเองไปพร้อมกันด้วย เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่จะเกิดขึ้น ขณะที่แนวโน้มการเจรจาการค้าของกรมฯ ในอนาคตจะมีการลงลึกการเปิดเสรีการค้าที่กว้างขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่บังคับ โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนหรืออาร์เซ็ป (RCEP) ในตลาดอาเซียนบวก 6 ด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ