
เร่งพัฒนาผู้ประกอบการรับอุตฯยางล้อสดใส
สศอ.ชี้อุตสาหกรรมยางล้อไทยยังขยายต่อ เร่งพัฒนาเอสเอ็มอีให้แข่งขันต่างชาติ ด้านโยโกฮามาไทร์ ชี้หลังเปิดอาเซียนไทยเป็นฐานผลิตรถและศูนย์พัฒนายางของภูมิภาค ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อทั้งรถยนต์นั่ง รถบรรทุกเท่าตัว คาดแรงงานไทยไม่พอดึงเพื่อนบ้านเสริม
สศอ.ชี้อุตสาหกรรมยางล้อไทยยังขยายต่อ เร่งพัฒนาเอสเอ็มอีให้แข่งขันต่างชาติ ด้านโยโกฮามาไทร์ ชี้หลังเปิดอาเซียนไทยเป็นฐานผลิตรถและศูนย์พัฒนายางของภูมิภาค ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อทั้งรถยนต์นั่ง รถบรรทุกเท่าตัว คาดแรงงานไทยไม่พอดึงเพื่อนบ้านเสริม
สศอ.ชี้อุตสาหกรรมยางล้อไทยโตต่อเนื่อง ผู้ประกอบการเพิ่มกำลังผลิตรับเออีซี แนะเอสเอ็มอีเร่งปรับตัวรับแข่งขัน
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมยางล้อของไทยในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวได้ 78% แม้จะชะลอตัวจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวประมาณ 10% แต่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ 50 ล้านเส้นต่อปี ในปี 2555 มีมูลค่าการส่งออก 3,450 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 7 ของโลก มีสัดส่วน 3.89% ของการส่งออกยางในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีจุดแข็งคือสามารถผลิตน้ำยางธรรมชาติปริมาณสูง คุณภาพการผลิตเป็นที่ยอมรับมากกว่าจีนและอินโดนีเซีย แต่มีข้อเสียคือต้นทุนค่าแรงและพลังงานที่สูงกว่า ขณะที่เทคโนโลยีการผลิตที่ล้าสมัย ขาดเงินทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องพัฒนาผู้ประกอบการมากขึ้นโดยเฉพาะเอสเอ็มอี
ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างเร่งยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมยางพาราให้มีประสิทธิภาพ ให้ผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพาราไทยแข่งขันได้ในระดับโลก” นายสมชาย กล่าว
น.ส.ภณิดา ไทยราช ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายประกันคุณภาพและดีไซน์ บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้ปรับเปลี่ยนการผลิตยางล้อใหม่ โดยเพิ่มกำลังการผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่งที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ 1.2 หมื่นเส้นต่อวัน เพิ่มเป็น 2.6 แสนเส้นต่อวันภายใน 10 ปี
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการที่ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางหรือฮับการผลิตรถยนต์ในอาเซียน หลังเปิดเออีซีในปี 2558 โดยคาดว่าจะมียอดผลิตรถยนต์ 3 ล้านคัน ในอนาคตอันใกล้ และทั่วอาเซียนจะผลิตรถทุกประเภท 5 ล้านคันต่อปี ซึ่งการขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ คาดว่าจะมีความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 5,000 ตันต่อปี
ปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการส่งออกยางล้อรถยนต์ไปอเมริกาเหนือ 5560% ขายในประเทศ 10% ส่งออกยุโรป 10% อาเซียน 8% อื่นๆ 12% ทั้งนี้จะหันมาเน้นการขายในประเทศมากขึ้นเป็น 42% อาเซียน 26% ยุโรป 9% อเมริกาเหนือ เหลือ 7% และอื่น 16%
นายปุณนภพ บริบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนการผลิตและคลังสินค้า บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทมีการดำเนินการผลิตอยู่ทั้งหมด 3 เฟส คาดว่าจะเปิดผลิต 6 เฟส ได้ใน 56 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 5,000 ตันต่อปี
ทั้งนี้ เพราะบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น มองว่าการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 2558 จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางหรือฮับการผลิตรถยนต์ โดยมียอดผลิต 3 ล้านคันในอนาคตอันใกล้ และทั่วอาเซียนจะผลิตรถทุกประเภท 5 ล้านคันต่อปี ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางของอาเซียนด้วย
บริษัทฯ จึงมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายการผลิตใหม่ โดยในส่วนการผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์นั่งที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ 1.2 หมื่นเส้นต่อวัน จะเพิ่มเป็น2.6 แสนเส้นต่อวันภายใน 10 ปี โดยเปลี่ยนสัดส่วนการขายในประเทศและส่งออก จากปัจจุบันที่ส่งออกไปอเมริกาเหนืออยู่ 55-60% ขายในไทย 10% ส่งออกยุโรป 10% อาเซียน 8% อื่นๆ 12% เป็นมาเน้นในอาเซียนมาขึ้น เป็นขยายในไทย 42% ส่งออกในอาเซียน 26% ยุโรป 9% อเมริกาเหนือเหลือ 7% และอื่น 16%
รวมถึงต้องเตรียมการเรื่องแรงงานที่คาดว่าจะต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งคาดว่าแรงงานไทยที่ปัจจุบันก็ขาดแคลนอยู่แล้วจะไม่เพียงพอ ต้องวางแผนนำแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริม แต่ระดับผู้บริหารจะยังเป็นคนไทย รวมถึงต้องเตรียมเครื่องจักรระบบการผลิตอัตโนมัติเข้ามาใช้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทแม่ยังมีแผนที่จะลงทุนศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยด้วยแต่ยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอน จากปัจจุบันมีสนามทดสอบยางในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่กว่าสนามที่ญี่ปุ่นบนพื้นที่ 1,056 ไร่แล้ว รวมถึงแผนที่จะพัฒนาหน่วยทดสอบมาตรฐานยางล้อที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐาน IEC17025 เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยทดสอบที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าว
นายปุณนภพ บริบูรณ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวางแผนการผลิตและคลังสินค้า บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทมีการดำเนินการผลิตอยู่ทั้งหมด 3 เฟส คาดว่าจะเปิดผลิต 6 เฟส ได้ใน 56 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 5,000 ตันต่อปี







