posttoday
ทีเอ็มบีมองศก.แผ่วกดดันกนง.ลดดอกเบี้ย0.25%

ทีเอ็มบีมองศก.แผ่วกดดันกนง.ลดดอกเบี้ย0.25%

26 พฤศจิกายน 2556

ทีเอ็มบี ชี้เศรษฐกิจไทยเจอความเสี่ยงรุมเร้า ใช้จ่ายรัฐล่าช้า กดดันให้กนง.อาจจะลดดอกเบี้ย 0.25%

ทีเอ็มบี ชี้เศรษฐกิจไทยเจอความเสี่ยงรุมเร้า ใช้จ่ายรัฐล่าช้า กดดันให้กนง.อาจจะลดดอกเบี้ย 0.25%

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ว่า หลายปัจจัยเศรษฐกิจสนับสนุนการลดดอกเบี้ยลง 0.25% จากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดนความเสี่ยงรุมเร้า เงินเฟ้อพื้นฐานใกล้หลุดกรอบนโยบาย และการใช้จ่ายของรัฐที่ล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ กลับมาเป็นประเด็นให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องวิงเวียนกันอีกครั้งเมื่อสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสามของปีนี้ขยายตัวเพียง 2.7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า แผ่วตัวลงอีกจากระดับ 2.9% ในไตรมาสสอง เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนในประเทศหดตัว ทำให้ สศช. หั่นประมาณการทั้งปีให้ไทยขยายตัวเพียง 3.0% ลดฮวบจากก่อนหน้าที่ให้ไว้ 3.8 - 4.3%

ตัวเลขดังกล่าวทำให้ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทยอยกันปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้ จากเดิมที่เชื่อว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 3.5% มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ทางด้าน TMB Analytics ก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจลงเล็กน้อยเช่นกัน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้ 3.1% (ปรับครั้งก่อน ณ เดือนกันยายน) มาอยู่ที่ระดับ 2.9%

อัตราการขยายตัวในระดับที่กล่าวข้างต้นนับว่าต่ำกว่าที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ไว้ที่ 3.7% ในรายงานนโยบายการเงินฉบับตุลาคม 2556 ค่อนข้างมาก ทำให้ TMB Analytics ประเมินว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ กนง. จะนำกระสุนที่เก็บมาตั้งแต่ช่วงกลางปีออกมาใช้เพื่อพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสี่ และไตรมาสแรกของปีหน้า

หากพิจารณาแนวโน้มการขยายตัวของจีดีพีในช่วงนี้ จะพบว่าไตรมาสสี่น่าจะยังติดอยู่ “ใต้ท้องช้าง” เพราะไม่ว่าจะดูจากดัชนีการผลิต หรือดัชนีการบริโภคและการลงทุนของ ธปท. เอง ล้วนมีทิศทางไปทางด้านลบ หรือพูดง่ายๆ ว่าอาจจะซึมยาวไปจนถึงต้นปีหน้า กอปรกับนโยบายการคลังแบบขยายตัวที่หมดไป และการลงทุนขนานใหญ่ของภาครัฐที่ยังไม่ได้เริ่มออกตัว ทำให้เศรษฐกิจหมดแรงขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐ

ในภาวะที่แรงกดดันด้านระดับราคาอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังมีความเป็นไปได้กว่า 1 ใน 3 ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะหลุดต่ำกว่ากรอบล่างของกรอบเงินเฟ้อของ ธปท. ฉะนั้น เราจึงมองว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเล็กน้อยในการประชุมวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ จึงถือเป็นการผสานนโยบาย (Policy co-ordination) ที่เหมาะสม เพื่อที่จะพยุงให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสนี้และไตรมาสหน้าไม่ทรุดลงไปกว่านี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากการส่งผ่านของนโยบายการเงินไปยังภาคเศรษฐกิจต้องใช้ระยะเวลา อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดความผันผวนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปในตัว

นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงเพิ่มและยืดเยื้อขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะกดดันเศรษฐกิจในตอนนี้ เพราะนอกจากจะกระทบความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนแล้ว ยังส่งผลถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอีกด้วย และยังอาจลามไปถึงภาคการท่องเที่ยวซึ่งเสมือนเป็นความหวังสุดท้ายของการเติบโตในปีนี้ รวมทั้งการเบิกจ่ายการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ก็จะถูกเลื่อนออกไปด้วย

แม้การลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพียง 0.25% อาจไม่สามารถส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศกลับมาดี อย่างหน้ามือเป็นหลังมือ รวมทั้งทิศทางของค่าเงินบาทก็ไม่ได้อยู่ในขาแข็งที่จะกดดัน กนง. ให้ลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการเงินเพิ่มเติมน่าจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจได้ ไม่มากก็น้อย และที่สำคัญกว่าคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายร่วมกันของภาครัฐ เพราะเมื่อนโยบายการคลังประสบปัญหา ก็อาจถึงคราวของนโยบายการเงินต้องออกโรงบ้าง

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ