posttoday
หุ้นไทยสูญ7แสนล.

หุ้นไทยสูญ7แสนล.

25 พฤศจิกายน 2556

ยืมหุ้นชอร์ต1.4หมื่นล้านแบงก์หนักฝรั่งทิ้งบอมบ์3.25หมื่นล.ผ่านCS

ยืมหุ้นชอร์ต1.4หมื่นล้านแบงก์หนักฝรั่งทิ้งบอมบ์3.25หมื่นล.ผ่านCS

ตลาดหุ้นสูญแล้ว 7 แสนล้าน ฝรั่งทิ้ง 3.25 หมื่นล้าน กดดัชนีดิ่ง 5.8% ยืมหุ้นขายพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม วันแรกเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2556 กดดันตลาดหุ้นอย่างหนัก ทำให้ดัชนีปรับตัวลงจาก 1,442.88 จุด มาปิดวันที่ 22 พ.ย. 2556 ที่ระดับ 1,359.07 จุด ลดลงถึง 83.81 จุด หรือ 5.8% ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลดลงจาก 12.59 ล้านล้านบาท ลงมาเหลือ 11.89 ล้านล้านบาท หรือหายไปแล้ว 7 แสนล้านบาท และในส่วนของนักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิรวมทั้งสิ้น 3.25 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกันในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติที่มีการขายหุ้นออกมามากสุด คือ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิต สวิส (CS) ขายหุ้นทั้งสิ้น 6,208 ล้านบาท รองลงมา คือ ซี แอล เอส เอ (CLSA) ขาย 3,262.97 ล้านบาท เจ.พี.มอร์แกน ขาย 61.46 ล้านบาท ขณะที่ยูบีเอส ซื้อ 82.97 ล้านบาท ส่วนโบรกเกอร์ไทยขายหนัก คือ บล.กสิกรไทย (KKS) ขายสุทธิ 2,568.30 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่นักลงทุนไม่มีความมั่นใจและมองเห็นโอกาสในการทำกำไรในช่วงตลาดขาลง จึงมีการยืมหุ้นไปขายล่วงหน้า (ชอร์ตเซล) ระหว่างวันที่ 31ต.ค.-21 พ.ย. พุ่งขึ้นอย่างมาก หุ้นจำนวน 87 ตัวคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.40 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ถูกยืมขายมากที่สุด 2,134.47 ล้านบาท รองลงมา คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) จำนวน 1,796 ล้านบาท บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ถูกยืมหุ้นไปขายล่วงหน้า 1,261.33 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) 1,037.14 ล้านบาท และบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ถูกยืมขาย 863 ล้านบาท

ดังนั้น มีโอกาสที่สัปดาห์หน้าดัชนีจะปรับลงต่อเนื่อง โดยหากไม่สามารถฟื้นตัวที่แนวรับ 1,353 จุด ได้และหลุดลงมา น่าจะลงต่อลึกได้ถึง 1,260 จุด แต่หากสามารถยืนเหนือระดับ 1,370-1,375 จุดได้ จะเป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวอีกครั้ง คาดน้ำหนักของปัจจัยการเมืองลดลง

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ได้ออกบทวิจัยกลยุทธ์การลงทุนระหว่างวันที่ 25-29 พ.ย. โดยประเมินว่า น้ำหนักปัจจัยด้านการเมืองที่สร้างแรงกดดันต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจะน้อยลง โดยที่ระดับราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ที่ 14.5 เท่า หรือ 1,340 จุด น่าจะรองรับแรงกดดันได้

ทั้งนี้ เพราะภายหลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ได้รับญัตติการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วทำให้การยุบสภาเกิดขึ้นไม่ได้จนกว่าจะมีการถอนญัตติ หรือได้มีการลงมติแล้วเสร็จไปแล้ว ซึ่งฝ่ายวิจัยเห็นว่าน่าจะทำให้โอกาสที่จะมีการยุบสภาภายในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2556 น้อยลงไปมาก

ขณะที่ประเมินจากเหตุการณ์ร้อนแรงทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมา มักจะสงบลง หรือไม่ก็ลดความร้อนแรงลงชั่วคราวเมื่อก้าวเข้าสู่เดือน ธ.ค. ขณะที่การเปิดสมัยประชุมสภารอบใหม่จะเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ. 2557 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวสถานการณ์การเมืองก็อาจจะกลับมาร้อนแรงใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม มองว่าระดับดัชนีที่ 1,340 จุด น่าจะเป็นช่วงที่รับหุ้นได้ ซึ่งอาจพิจารณาเพิ่มพอร์ตที่บริเวณดังกล่าว โดยจับตาดูหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีการเติบโตต่อเนื่อง เช่น ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ซึ่งให้ราคาเป้าหมายที่ 558 บาท

สำหรับแรงขายต่างชาติแม้ว่าจะขายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมากว่า 6,700 ล้านบาท ซึ่งทำให้มียอดขายสะสมตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. 2556 สูงถึง 2.9 หมื่นล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามหากนับตั้งแต่ต้นปี 2552 นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมสูงถึงราว 5.7 หมื่นล้านบาท จากยอดสูงสุด 2 แสนล้านบาท เมื่อ ก.พ. 2556 ที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่าจากปัจจัยกดดันในประเทศ และยอดซื้อสะสมที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้อาจจะมีแรงขายเพิ่มเติมจากนักลงทุนกลุ่มนี้มากดดันดัชนีไทยได้อีก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ