
รพ.กรุงเทพ เร่งพัฒนาภายใน เตะสกัดอินเดีย สิงคโปร์
8...นราทิพย์ กวางเส็ง
หลังจากที่โรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยต่างผลักดันการดำเนินงานทั้งในเชิงประสิทธิภาพและคุณภาพ จนสามารถยกระดับการรักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับนานาชาติ จนได้รับการยอมรับและตอบรับจากลูกค้าชาวต่างชาติ ที่บินข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามารับการรักษาในประเทศไทย เพราะเชื่อว่าในเชิงคุณภาพนั้นทัดเทียมกับประเทศโลกที่ 1 แม้ประเทศไทยจะเป็นเพียงแค่ประเทศโลกที่ 3 ก็ตาม
สำหรับจุดเด่นที่โรงพยาบาลในประเทศไทยได้รับการกล่าวขวัญถึงคือ ค่ารักษาพยาบาลมีราคาถูกกว่า 2030% เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลในประเทศอื่นๆ ประกอบกับประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ทำให้ชาวต่างชาติสนใจเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทย พร้อมๆ กันกับการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ในประเทศไทยต่างปรับตัวเองให้เป็นโรงพยาบาลระดับนานาชาติแล้ว พร้อมกับตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลของภูมิภาคนี้ ก็ทำให้ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง สิงคโปร์ เกาหลี ก็เริ่มตื่นตัวที่จะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์เหมือนกัน ทำให้โรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยไม่ต้องแข่งขันกันเอง แต่ต้องผลักดันตัวเองให้แข่งขันกับต่างประเทศให้ได้
นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า ประเทศที่น่ากลัวที่สุดที่ขึ้นมาแข่งกับประเทศไทยทางด้านการแพทย์เห็นจะเป็นประเทศอินเดีย ด้วยความสามารถทางการแพทย์ที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่เรื่องที่ยังแพ้ประเทศไทยคือสิ่งแวดล้อมในประเทศ เพราะหากจะไปรับการรักษาทางการแพทย์ที่อินเดียเพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าจะมีปัญหา ราคาค่ารักษาถูกกว่าประเทศไทยราว 10% แต่หากจะเดินทางท่องเที่ยวต่อประเทศอินเดียไม่ได้เป็นประเทศที่น่าอาศัยอยู่และท่องเที่ยวเท่าประเทศไทย
นอกจากนี้ เมื่อมองไปยังประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ นับว่าประสิทธิภาพทางการแพทย์ดีเยี่ยมเหมือนกับประเทศไทย แต่อัตราค่ารักษาแพงกว่า 20
–30% ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ศูนย์การแพทย์ที่สิงคโปร์ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้มีข่าวว่ากลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลจากประเทศอินเดียเข้ามาซื้อหุ้นและอาจจะเข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลเอกชนของสิงคโปบ้างแล้ว แต่หากจะแข่งขันกับประเทศไทยได้ก็ต้องแข่งขันกันที่ราคา อันเป็นไปได้ยากเนื่องจากค่าแรงของชาวสิงคโปร์ค่อนข้างสูง ทำให้ลดราคาลงลำบากนอกจาก 2 ประเทศดังกล่าว ยังมีประเทศมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ที่สนใจจะเปิดการแข่งขันทางด้านการแพทย์กับไทย โดยเมื่อวัดดูแล้วฟิลิปปินส์ยังมีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ไม่เทียบเท่าไทย สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มากและไม่น่าสนใจมากนัก แต่ประเทศมาเลเซียนั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียง ซึ่งชูความเป็นประเทศมุสลิมเป็นจุดขาย ดึงผู้ป่วยที่มาจากตะวันออกกลาง หรือยูเออี ที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน แต่ชาวมุสลิมตะวันออกกลาง ก็อยากมาเที่ยวประเทศไทยมากกว่าหากมีแผนที่ 2 หลังจากการรักษาตัวแล้วจะเที่ยวต่อ แต่ประเทศมาเลเซียมีสถานที่ท่องเที่ยวน้อยกว่าและมีลักษณะวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่มีความแตกต่าง เหมือนไม่ได้ไปเที่ยว ดังนั้นหากนำเรื่องการท่องเที่ยวมาเปรียบเทียบด้วยแล้วประเทศไทยมีภาษีเหนือกว่าทุกประเทศ
อย่างไรก็ตาม นพ.ชาตรี เปิดเผยต่อว่า แม้ประเทศไทยจะมีข้อได้เปรียบมากกว่าประเทศต่างๆ ทั้งในแง่ราคา สิ่งแวดล้อม การรักษาพยาบาล ความอ่อนน้อม และรักการบริการของคนไทย แต่ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองก็ยังเป็นเรื่องที่สร้างความมั่นใจของชาวต่างชาติ เมื่อใดก็ตามประเทศไทยมีความสงบทางการเมืองและมีความมั่นคงเพียงพอ ประเทศที่ต้องการจะแข่งขันกับประเทศไทยก็มีโอกาสยากขึ้นที่จะเอาชนะไทยได้
สำหรับประเทศเกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมและยอมรับในเรื่องการทำศัลยกรรมนั้น นพ.ชาตรี มองว่าหากจะมองเฉพาะการทำศัลยกรรมแล้ว ต้องยอมรับว่าเกาหลีได้พัฒนาการแพทย์ทางด้านศัลยกรรมให้มีความเชี่ยวชาญได้รวดเร็วทัดเทียมกับประเทศไทย และเป็นที่เชื่อกันว่าหากจะสวยในรูปแบบเกาหลีหรือเอเชีย ต้องไปทำศัลยกรรมที่ประเทศเกาหลี แต่หากจะเอาความสวยแบบตะวันตก หรือแบบฝรั่ง ต้องทำศัลยกรรมที่อเมริกาใต้ ดังนั้นในขณะนี้เกาหลีมีความเชี่ยวชาญและขึ้นชื่อเพียงแค่การทำศัลยกรรม แต่ในอีก 5 ปีข้างหน้าหากเกาหลีมีการพัฒนาทางการแพทย์อย่างจริงจัง ก็อาจจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้เหมือนกัน
เมื่อเห็นการแข่งขันทางด้านการแพทย์ในระดับประเทศไทยแล้ว จะเห็นว่าแต่ละประเทศเห็นศักยภาพและรายได้ที่มหาศาลจากการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์อย่างที่ประเทศไทยกำลังพัฒนา และอยู่บนเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น แต่ก่อนที่ประเทศไทยจะได้เป็นตามวัตถุประสงค์ก็เริ่มมีคู่แข่งที่คิดจะขึ้นแทรงหน้าประเทศไทยทุกเวลา ดังนั้นอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงพยาบาลทั้งหลายต่างลุกขึ้นมาปรับปรุงพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพทางการแพทย์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้
สำหรับโรงพยาบาลกรุงเทพ นพ.ชาตรี บอกว่า เป้าหมายในการดำเนินงานของโรงพยาบาลนับต่อจากนี้ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 38 คือการตอกย้ำการรักษาระดับสากลและพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งความสุข หาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาประจำและรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย การให้การรักษาแบบครบถ้วน เป็นต้น
ทางด้านแผนการขยายสาขาของโรงพยาบาลกรุงเทพ ปีนี้ทางโรงพยาบาลได้ลงทุนก่อสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพ หัวหิน ด้วยงบราว 700 ล้านบาท คาดว่าจะเสร็จและดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2554 โดยที่โรงพยาบาลแห่งนี้จะมีทั้งสิ้น 60 เตียง
ส่วนการดำเนินงานในต่างประเทศนั้น โครงการโรงพยาบาลกรุงเทพที่เมืองอาบูดาบีนั้น ทางโรงพยาบาลเป็นเพียงผู้รับจ้างออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาแพทย์ และดำเนินการให้โรงพยาบาลกรุงเทพ อาบูดาบี มีความเป็นไทย มีลักษณะการบริการและบริหารงานในแบบไทย โดยผู้ลงทุนคือนักธุรกิจของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นพ.ชาตรี เผยต่อว่า นักลงทุนเล็งเห็นว่าโรงพยาบาลไทยเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพและการบริการ หากไปสร้างที่อาบูดาบีจะได้รับการตอบรับที่ดี เพราะแบรนด์โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นที่รู้จักของชาวตะวันออกกลางอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อวัดจากจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพจะพบว่าชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้ามารับการรักษามากเป็นอันดับ 1 ตามด้วยกาตาร์ พม่า เอธิโอเปีย บังกลาเทศ เป็นต้น
ทางด้านแผนการดำเนินงานในปีนี้ ทางโรงพยาบาลกรุงเทพได้ลงทุนเป็นเงิน 375 ล้านบาท เพื่อเปิดสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ส่วนในปี 2554 ทางโรงพยาบาลก็มีแผนที่จะเปิดศูนย์ฟื้นฟู ซึ่งคาดว่าไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ต้องพัฒนาบุคคลเพื่อทำงานด้านการฟื้นฟูมากกว่า โดยศูนย์ฟื้นฟูดังกล่าวจะประกอบด้วยแผนกฟื้นฟูสมอง กระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ จิตใจ และรักษาอาการติดยา เป็นต้น







