
ส่งออกไตรมาส 2 ไม่สะเทือนการเมือง
....อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรงและกระทบชิ่งไปยังเศรษฐกิจทุกภาคส่วน แต่สำหรับภาคการส่งออกกลับกลายเป็นตัวความหวังที่จะพยุงอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ให้เติบโตต่อไป แทนภาคการท่องเที่ยวและภาคการใช้จ่ายภาคในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงของการชุมนุมทางการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว
ล่าสุด กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 61 แห่งทั่วโลก เพื่อประเมินตัวเลขการส่งออกปี 2553 ใหม่ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 14% หรือประมาณ 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากมองว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากพิจารณายอดการส่งออกล่าสุดในเดือน ก.พ. 2553 มีมูลค่า 1.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ส่วนการนำเข้ามูลค่า 1.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 71.2% จากปีก่อน ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้า 439 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้การส่งออกในช่วง 2 เดือน (ม.ค.ก.พ.) 2553 มีมูลค่า 2.81 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
การส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 23.1% เป็นผลจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกหมวดสินค้า อาทิ หมวดสินค้าเกษตร/อุตสาห กรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 42.1% สินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว 17.8% ยางพารา 101.8% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 157.8% อาหาร 12.1% กุ้งแช่เย็นและแปรรูป 29.1% และน้ำตาล 9.5% สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 21.1% เช่น เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ 56.5% เครื่องใช้ไฟฟ้า 45.4% ยานยนต์ 60.2% เม็ดพลาสติก 42.1% สิ่งทอ 12.3% เป็นต้น และหมวดสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น 38.3%
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์จากกระทรวงพาณิชย์ว่า การส่งออกที่เหลืออีกเพียง 1 เดือน คือเดือน มี.ค. คาดว่าจะมีมูลค่า 1.41.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้การส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่า 4.24.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่การส่งออกมีมูลค่า 3.37 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับทิศทางการส่งออกในไตรมาส 2 ยังมีแนวโน้มเป็นบวก โดยกระทรวงพาณิชย์วางเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับไตรมาส 2 ปีก่อน ที่การส่งออกติดลบถึง 26.23% หรือมีมูลค่า 3.44 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกไตรมาส 2 ยังขยายตัวดีอยู่ มาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของคู่ค้าทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา อาเซียน ซึ่งเริ่มมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจภายใน มีการเพิ่มการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อีกทั้งสถานการณ์การเมืองของไทยที่เป็นปัจจัยภายในขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย เนื่องจากไม่มีการปิดสนามบินหรือท่าเรือขนส่งสินค้า
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า การประชุมทูตพาณิชย์ในช่วงวันที่ 2025 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประเมินสถานการณ์ส่งออกปี 2553 ใหม่ เบื้องต้นประเมินว่าการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจมีการปรับเป้าหมายการส่งออกปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 14% มูลค่า 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตมากกว่าเป้าหมายในปีนี้ คือ เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น ตลาดสหรัฐ ตลาดอาเซียน แม้จะมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ค่าเงินบาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่กรมฯ ได้เตรียมแผนรับมือโดยตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ส่งออกในการบริหารความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว
“
หลายสำนักเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลังบอกกรมฯ ประเมินส่งออกต่ำไป เพราะจริงๆ แล้วการส่งออกน่าจะขยายตัวได้ดีกว่านี้ ซึ่งก็น่าจะจริง เพราะทิศทางการส่งออกดีขึ้น” นางศรีรัตน์ กล่าวส่วนผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ยืนยันว่าไม่กระทบต่อการส่งออก ซึ่งกรมฯ ได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ดูแลลูกค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมข้อมูลชี้แจงหากมีคำถามถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว
นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ด้านการส่งออก กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในไตรมาส 2 มีสัญญาณดีขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวแน่ชัด ซึ่งในการหารือกับทูตพาณิชย์ปลายเดือน เม.ย.นี้ คาดว่าตัวเลขการส่งออกทั้งปีที่กระทรวงตั้งเป้าไว้ 14% มูลค่า 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เป็นไปได้อย่างแน่นอน โดยไตรมาส 2 การส่งออกคาดว่าจะมีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับที่เหมาะสม เพราะปัจจัยที่เกี่ยวกับการส่งออกยังไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากในช่วงไตรมาสแรกมากนัก
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมากระทบกับการส่งออกในไตรมาส 2 คืออัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกกังวลมากสุดในขณะนี้ มากกว่าปัญหาทางการเมือง โดยจากการหารือกับภาคเอกชน พบว่าเอกชนกังวลการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทไทยเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นที่เป็นประเทศคู่แข่งการส่งออกสินค้าของไทย
“
ปัจจัยเสี่ยงในไตรมาส 2 ยังคงเป็นปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่า ซึ่งต้นปีที่ผ่านมา 33 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบัน 32 บาท/เหรียญสหรัฐ หากเทียบกับสกุลเงินอื่นเราแข็งค่ามากขึ้น เช่น เงินเยนจาก 0.36 บาท เป็น 0.34 บาท เงินยูโรจาก 4647 บาท เป็น 4344 บาท หากไตรมาส 2 ยังคงแข็งค่าต่อเนื่องไปอีก 35% จะมีผลต่อการส่งออกแน่นอน ซึ่งภาคเอกชนได้มีการประกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้า เพื่อบรรเทาผลกระทบระดับหนึ่งแล้ว” สำหรับนโยบายส่งออกในไตรมาส 2 จะดำเนินกลยุทธ์หัวหน้ากลุ่มสินค้า (Chief of Products) เพื่อการสร้างความเข้าใจระหว่างเอกชนและกระทรวงต่อเนื่องไป เพราะผลการดำเนินการไตรมาสแรกสามารถช่วยเหลือภาคเอกชนแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคทางการค้าได้หลายเรื่อง เช่น เรื่องมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้ากุ้ง การป้องการการแพร่ระบาดโรคกุ้ง การให้ความรู้เรื่องเปิดเขตเสรีการค้าอาเซียน (อาฟตา) และปัญหาการขึ้นค่าระวางเรือ เป็นต้นพร้อมกันนี้จะเพิ่มความเข้มข้นในนโยบายการรักษาฐานลูกค้าเก่า ซึ่งจะต้องดำเนินผ่านโครงการไทยแลนด์ เบสต์ เฟรนด์ ที่มีการเชิญผู้นำเข้า 100150 รายในกลุ่มสินค้า 10 สินค้าหลัก ที่จะมาเยือนไทยในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ต่อไป เพราะการรักษาลูกค้าเก่าจะมีต้นทุนต่ำกว่าการสร้างลูกค้าใหม่
“
การติดตามแก้ไขปัญหาส่งออกตามข้อเสนอของหัวหน้ากลุ่มสินค้า ยอมรับว่ายังเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นปัญหาที่คาบเกี่ยวกับหน่วยงานอื่น ทั้งในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาค่าระวางเรือที่เกี่ยวข้องกระทรวงคมนาคม แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องเปิดโอกาสให้เอกชนพบกับหัวหน้ากลุ่มต่อไป เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐและเอกชน” นายอนุรัตน์ กล่าว






