
"แรมแบรนดท์" อัดงบปรับโฉมชิงส่วนแบ่งตลาดรร.สุขุมวิท
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
กรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทย เป็นเมืองท่องเที่ยวหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการมา แต่การทำธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย เพราะนอกจากจะเจอสารพัดวิกฤตที่ผ่านมาท้าทายแทบทุกปี ยังมีคู่แข่งใหม่ๆ ทยอยเกิดอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งโรงแรมสายพันธุ์ไทยแท้ และโรงแรมสายพันธุ์แบรนด์ระดับนานาชาติ (อินเตอร์เชน) ดังนั้นผู้ประกอบการที่จะยืนหยัดอยู่ในธุรกิจนี้ได้ต้องมีความแข็งแกร่งมากพอ
สุพัฒน์ ศิวะศรีอำไพ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมแรมแบรนดท์ กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ทำธุรกิจโรงแรมปีนี้จะเป็นปีที่ 20 แล้ว มีโรงแรมแรมแบรนดท์แห่งเดียวในไทย เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวครึ่ง โดยปีนี้ลงทุนไป 60 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงห้องพักและห้องอาหารอีก 3 ห้อง เพื่อให้เข้ากับสมัยปัจจุบันมากขึ้น ส่วนปีหน้าจะลงทุนอีก 70-80 ล้านบาท ปรับปรุงห้องพักและห้องอาหารส่วนที่เหลือ
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีโรงแรมในกรุงเทพฯ เกิดใหม่มาก โดยเฉพาะในย่านถนนสุขุมวิท ซึ่งมีทั้งโรงแรมของคนไทยที่คนไทยบริหารงานเอง และโรงแรมที่ให้อินเตอร์เชนบริหาร สิ่งที่แรมแบรนดท์ใช้ในการแข่งขัน คือ เน้นการให้บริการลูกค้าแบบไทยๆ บริการให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการรักษาจุดเด่นของห้องอาหาร ซึ่งมีหลากหลายแบบ เช่น ห้องอาหารเม็กซิกันและอินเดีย ที่ติดอันดับห้องอาหารดีที่สุดของประเทศมานานเป็น 10 ปี
สำหรับข้อที่เสียเปรียบโรงแรมที่เป็นอินเตอร์เชนก็คือ มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่เคยพักโรงแรมแบรนด์ไหนแล้วก็จะพักโรงแรมแบรนด์นั้นเป็นประจำเมื่อเดินทาง แบรนด์อินเตอร์เชนก็จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตามในตลาดก็ยังมีโอกาสสำหรับโรงแรมที่ไม่ใช่อินเตอร์เชน เพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ชอบลองของแปลกใหม่ ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์อินเตอร์เชน ยิ่งปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตดูข้อมูลโรงแรมแต่ละแห่งได้ ยิ่งเป็นโอกาสของโรงแรมที่ไม่ใช่อินเตอร์เชน เพราะบางคนก็มีทัศนคติว่า ทำไมต้องอยู่แบรนด์โรงแรมดีๆ ราคาแพง ทั้งที่แบรนด์แปลกใหม่ดีๆ ราคาไม่แพงก็มี
ขณะที่ปีหน้ามองว่า ถ้าไม่มีปัญหาการเมืองรุนแรงมากมาย อัตราเข้าพักคงจะดีกว่าปีนี้แน่นอน เพราะจำนวนเที่ยวบินจากต่างชาติเข้ามาในไทยมากขึ้น ก็จะมีกลุ่มธุรกิจมามากขึ้น ซึ่งก็สนใจจะขยายโรงแรมเพิ่มเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นเช่นกัน อาจเป็นในรูปแบบการไปรับบริหารโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา แต่คงต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะ ส่วนปัจจัยท้าทายสำหรับธุรกิจยังเป็นปัญหาที่มีโรงแรมใหม่เปิดเพิ่มมาก โดยที่ทางการไม่มีการควบคุมการขยายโรงแรมให้สอดคล้องกับพื้นที่
“ในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะเข้มงวดเรื่องการวางผังเมือง กำหนดชัดเจนว่าพื้นที่ไหนสร้างโรงแรมได้ พื้นที่ไหนสร้างไม่ได้ หรือสร้างได้ไม่เกินกี่ห้อง แต่ไทยไม่มีเลย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนก็สร้างโรงแรมได้หมด ขนาดในพื้นที่กรุงเทพฯ ตามซอยเล็กๆ ก็มีการสร้างโรงแรมใหม่ที่มีห้องพักจำนวนมากๆ จนทำให้ทั้งซอยมีห้องพักประมาณ 5,000 ห้อง ทั้งที่ถนนในซอยแคบมากๆ เกิดปัญหาการจราจรเข้าออกลำบาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเห็นการวางผังเมืองที่ดี ก่อนจะออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ควรพิจารณาด้วยว่าในพื้นที่นั้นมีห้องพักอยู่แล้วกี่ห้อง ควรสร้างเพิ่มหรือไม่ หากสร้างไม่ควรเกินกี่ห้อง ถ้าทำได้จริงก็จะช่วยธุรกิจโรงแรมได้มาก” สุพัฒน์ กล่าว
อีริค ฮัลลิน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแรมแบรนดท์ กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าหลักที่มาใช้บริการโรงแรมแรมแบรนดท์ คือ ตลาดยุโรป 65-68% ที่เหลือคือ ออสเตรเลียและอเมริกา เมื่อแยกตามประเภทของลูกค้า เป็นกลุ่มนักธุรกิจ 40% นักท่องเที่ยว 60% สำหรับปีนี้อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 85-86% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 81% ส่วนปีหน้าตั้งเป้าหมายไว้ 86% และเพิ่มราคาห้องพักได้ 57% เท่ากับปีนี้ โดยยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาในธุรกิจโรงแรมทำได้ไม่มาก เพราะการแข่งขันธุรกิจสูง โดยเฉพาะในช่วงที่โรงแรมระดับ 5 ดาว ขายห้องพักราคาถูกลง ผ่านทางเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายท่องเที่ยว (โอทีเอ) ก็จะกระทบกับโรงแรม 4 ดาวมาก
ขณะเดียวกันแรมแบรนดท์ไม่มีโรงแรมเพียงอย่างเดียว แต่มีธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เสริมด้วยในบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อรองรับกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว ซึ่งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จะมีอัตราเข้าพักดีกว่าโรงแรม หรือมากกว่า 90% โดย 50% ของลูกค้าเป็นกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นรายใหญ่ ที่มาเช่าที่พักระยะยาวรายปี รองรับลูกค้าหรือเจ้าหน้าที่จากต่างประเทศที่ต้องเดินทางมาไทย ส่วนอีก 50% พักรายเดือน
นี่คือตัวอย่างของการปรับตัวรับยุคโรงแรมผุดเป็นดอกเห็ด ซึ่งปล่อยให้เอกชนตั้งรับอย่างเดียวอาจไม่พอ ภาครัฐน่าจะมีนโยบายป้องกันปัญหาการสร้างโรงแรมแบบไร้ขีดจำกัดในอนาคตด้วย







