
ลดภาษีไม่กระตุ้นต่อกลุ่มพาณิชย์
ครม.มีมติเห็นชอบอนุมัตินโยบายลดภาษีบุคคลธรรมดาจากแบบเดิมกำหนดอัตราภาษี 1037% แบ่งเป็น 5 ขั้น ขณะที่แบบใหม่ 535% แบ่งเป็น 7 ขั้น โดยเฉพาะแบบเดิมของผู้มีรายได้หลังค่าลดหย่อน 1.55 แสนบาท อัตราภาษี 10% ซึ่งแบบใหม่จะแบ่ง 2 ขั้นย่อย คือ 1.53 แสนบาท และ 35 แสนบาท อัตราภาษีเหลือ 5% และ 10% ตามลำดับ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2556 สำหรับยื่นภาษีต้นปี 2557
ครม.มีมติเห็นชอบอนุมัตินโยบายลดภาษีบุคคลธรรมดาจากแบบเดิมกำหนดอัตราภาษี 1037% แบ่งเป็น 5 ขั้น ขณะที่แบบใหม่ 535% แบ่งเป็น 7 ขั้น โดยเฉพาะแบบเดิมของผู้มีรายได้หลังค่าลดหย่อน 1.55 แสนบาท อัตราภาษี 10% ซึ่งแบบใหม่จะแบ่ง 2 ขั้นย่อย คือ 1.53 แสนบาท และ 35 แสนบาท อัตราภาษีเหลือ 5% และ 10% ตามลำดับ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2556 สำหรับยื่นภาษีต้นปี 2557
แต่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ยังให้น้ำหนักกลุ่มพาณิชย์เท่าตลาด
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อผู้มีรายได้ระดับบนของประเทศเป็นหลัก และเป็นบรรยากาศบวกต่อบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) และบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) แต่ไม่มีผลต่อผลประกอบการอย่างมีนัย เนื่องจากนโยบายดังกล่าวจะช่วยประชากรที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวเพียง 2.5 ล้านคนเท่านั้น หรือคิดเป็น 27% จากบุคคลที่ยื่นแสดงภาษีทั้งหมดราว 9.5 ล้านคน เนื่องจากคนส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นภาษี เพราะมีฐานรายได้หลังค่าใช้จ่ายไม่ถึง 1.5 แสนบาท
นอกจากนี้ หากพิจารณาเฉพาะในกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ พบว่าผลประโยชน์จากการประหยัดภาษีน้อยกว่านี้
บล.เอเซีย พลัส เลือกหุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) มูลค่าที่เหมาะสม 53 บาท และบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) มูลค่าที่เหมาะสม 28 บาท โดย CPALL มีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดและคาดจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่ราคาซื้อขาย ณ ระดับที่น่าสนใจ โดยมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่คาดหวัง ปี 2557 เท่ากับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 26 เท่า แตกต่างจากอดีตซึ่งซื้อขายโดยมีราคาแพงกว่ากลุ่ม ขณะที่ BEAUTY ซื้อขายที่ระดับถูกกว่า คือ 23 เท่า แต่แนวโน้มการเติบโตปี 2557 สูงถึง 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นขนาดเล็กที่น่าสนใจ
ด้าน บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่าการประหยัดภาษีจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเห็นผลในปี 2557 ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จะเป็นพวกที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น พาณิชย์ เช่น CPALL บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) อาหารในประเทศ เช่น บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป (M) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บันเทิง เช่น บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) สื่อสาร เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ( DTAC) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผลดีที่เกิดขึ้นจะมากหรือน้อยขึ้นกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ถ้าหากความเชื่อมั่นฟื้นตัวดีขึ้นก็จะยิ่งช่วยให้เกิดผลดีได้มากขึ้น







