
ประกันภัยขอขึ้นเบี้ยรถบรรทุก
แบกภาระไม่ไหวค่าสินไหมสูงเกินพิกัดขยายเพดานขั้นสูงพร้อมรับเปิดเสรี
แบกภาระไม่ไหวค่าสินไหมสูงเกินพิกัดขยายเพดานขั้นสูงพร้อมรับเปิดเสรี
สมาคมประกันวินาศภัยเสนอขึ้นเบี้ยรถบรรทุก รับสินไหมพุ่งสูงเกินพิกัด
แหล่งข่าวจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมอยู่ระหว่างยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พิจารณาปรับค่าเบี้ยประกันใหม่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในส่วนของรถบรรทุกพ่วง เนื่องจากปัจจุบันพิกัดอัตราเบี้ยสูงสุดที่กำหนดไว้นั้น ยังไม่เพียงพอกับค่าสินไหมที่เกิดขึ้น
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพิกัดอัตราเบี้ยประกันรถยนต์กลุ่มอื่นยังคงเพียงพอกับค่าสินไหมที่เกิดขึ้น มีเพียงกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่เท่านั้นที่คิดพิกัดอัตราเบี้ยสูงสุด แล้วก็ยังไม่เพียงพอกับค่าสินไหม เพียงแต่กลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่มีอยู่จำนวนไม่มาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงยังไม่ได้ขยายไปในวงกว้างมากนัก
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตยังมีเรื่องของการเปิดเสรีเบี้ยประกันรถยนต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นอาจต้องพิจารณาเบี้ยประกันของรถยนต์ทุกกลุ่มไปพร้อมกัน
แหล่งข่าวจาก คปภ. เปิดเผยว่า หากจะมีการพิจารณาเรื่องพิกัดอัตราเบี้ยใหม่ ทาง คปภ.คงต้องดูทั้งกลุ่มรถบรรทุกขนส่ง ซึ่งประกอบด้วย รถบรรทุก รถหัวลาก และรถพ่วง คงไม่สามารถแยกมาดูเฉพาะรถที่มีปัญหาอย่างรถพ่วงได้ โดยต้องพิจารณาไปถึงการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ด้วย เพราะเมื่อถึงเวลานั้นกลุ่มรถบรรทุกขนส่งจะวิ่งเข้ามาในไทยและวิ่งไปมาระหว่างประเทศมากขึ้น
“ยอมรับว่าหากเป็นค่าสินไหมเฉพาะรถพ่วงอย่างเดียวนั้นสูงจริง อย่างประกัน พ.ร.บ.รถพ่วง ค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันสูงถึง 140% เนื่องจากเวลาเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง สร้างความเสียหายที่รุนแรง ขณะที่ประกัน พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์เองแม้จะสูงแต่ก็ยังอยู่ที่ 98% ดังนั้นต้องดูว่าบริษัทประกันเหล่านั้นบริหารจัดการค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันได้ดีแล้วหรือไม่ด้วย”แหล่งข่าว คปภ. เปิดเผย
สำหรับเรื่องการปรับปรุงค่าเบี้ยประกันของรถยนต์ทั้งหมดนั้น ขณะนี้ทางสำนักอัตราเบี้ยประกันวินาศภัยอยู่ระหว่างดำเนินการโดยนำผลศึกษาของบริษัท ทัทชาม (ประเทศไทย) ที่จัดแบ่งกลุ่มรถใหม่ออกเป็น 20 กลุ่ม จากเดิมที่ใช้ 5 กลุ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแบบเดิมจะใช้หลักจัดกลุ่มรถจากต้นทุนที่แท้จริงและเทียบเคียงกับกลุ่มรถที่ใกล้เคียงกัน แต่ของใหม่จะใช้หลักวิศวกรรมและประเมินความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องทำให้ข้อดีของทั้งสองแบบมาเชื่อมโยงกันให้ได้







