
SMEทั่วโลกเอี่ยวติดสินบน
แนะออกกม.คุ้มครองผู้ให้เบาะแสพร้อมเพิ่มโทษเอาผิดผู้ทรงอิทธิพล
แนะออกกม.คุ้มครองผู้ให้เบาะแสพร้อมเพิ่มโทษเอาผิดผู้ทรงอิทธิพล
นักบัญชีออกโรงเตือนเอสเอ็มอีทั่วโลก เอี่ยวรับสินบนทุจริต เสี่ยงกระทบบรรยากาศธุรกิจ
องค์กรวิชาชีพบัญชีสากล (แอคซา) ประจำภูมิภาคแคริบเบียน เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของสมาชิกองค์กรจากทั่วโลก 1,000 คน ในรายงาน “การต่อต้านการทุจริตในภาคเอสเอ็มอี” พบว่า บรรดาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วโลกจำนวนมาก ไม่ดำเนินการที่ถูกต้องเพื่อต่อสู้กับความเสี่ยงจากปัญหาคอร์รัปชั่นและการติดสินบน ซ้ำร้ายหลายบริษัทยังตั้งใจตบแต่งบัญชีเพื่อปกปิดการติดสินบน ซึ่งปัญหาดังกล่าว ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่
ผลสำรวจดังกล่าวพบว่า นักบัญชีกว่า 63% มองว่าในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงไร้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการบ่งชี้และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นและติดสินบน ขณะที่ราว 60% มองว่าปัญหาดังกล่าว จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของแต่ละภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ผู้ตอบแบบสอบถามต่างเห็นพ้องว่า การติดสินบนและทุจริตสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงธุรกิจและทำให้การดึงดูดการลงทุนเป็นไปได้ยากขึ้น” เบ็น ลี ถัง ประธานแอคซ่าประจำภูมิภาคแคริบเบียน ระบุ พร้อมเปิดเผยว่า จากความเห็นของนักบัญชีพบว่า วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการออกกฎหมายคุ้มครองผู้ให้ข้อมูลไปจนถึงการไม่ละเว้นการดำเนินคดีต่อผู้ทรงอิทธิพล
ทั้งนี้ มาร์ก พิธ ประธานคณะทำงานต่อต้านการติดสินบนและดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีเพียง 306 ธุรกิจ และตัวบุคคลที่ถูกลงโทษจากการติดสินบนในต่างประเทศตั้งแต่ปี 1999 และมีอย่างน้อย 83 คนที่ถูกตัดสินจำคุก โดยมีบริษัทหนึ่งถูกปรับเป็นเงินถึง 1,240 ล้านยูโร (ราว 5.2 แสนล้านบาท) สำหรับการติดสินบนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม มาตรการลงโทษผู้กระทำการทุจริตหรือติดสินบนมีผลบังคับใช้ใน 13 ประเทศ จากทั้งหมด 40 ชาติสมาชิกที่ร่วมเซ็นสนธิสัญญานานาชาติเท่านั้น ซึ่งทางโออีซีดีมองว่าแต่ละชาติจำเป็นต้องวางมาตรการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตและติดสินบนในภาคธุรกิจขนาดเล็กโดยเร็วที่สุด เพื่อฟื้นบรรยากาศการแข่งขันทางธุรกิจกลับมาอีกครั้ง







