
ประกันฟันกำไร1.2หมื่นล้าน
คปภ.ฟันธงไตรมาส 4 ประกันยังโกยกำไรสวนทางเศรษฐกิจ
คปภ.ฟันธงไตรมาส 4 ประกันยังโกยกำไรสวนทางเศรษฐกิจ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยผลประกอบการ 9 เดือนของธุรกิจประกันภัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 16 บริษัท มีกำไรรวม 1.2 หมื่นล้านบาท โต 69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนผลพวงจากภาระตั้งสำรองสินไหมน้ำท่วมลดลง ประเมินไตรมาสสุดท้ายยังโตได้ต่อเนื่อง คปภ.ระบุเป็นไตรมาสที่มีผลประกอบการดีที่สุด
กลุ่มบริษัทประประกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 16 บริษัท ได้แจ้งผลประกอบการงวด 9 เดือน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบว่ามีกำไรสุทธิรวมกัน อยู่ที่ 11,954.32 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 69.27%
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มั่นใจว่า บริษัทประกันภัยในตลาดหลักทรัพย์ และที่ไม่ได้จดทะเบียน จะยังทำกำไรได้ดีในไตรมาส 4 เพราะยังไม่มีภัยใหญ่ๆ ที่ต้องจ่ายสินไหมหนักๆ และโดยปกติไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีเบี้ยประกันเข้ามามากที่สุด และเชื่อว่าจะส่งผลให้เม็ดเงินประกันทั้งระบบในปีนี้เติบโตได้ 16-17%
สำหรับ ผลประกอบการของอุตสาหกรรมประกันในงวด 9 เดือน ถือว่ามีการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งด้านเบี้ยประกันภัยและฐานะทางการเงินของระบบก็ดีขึ้นตามลำดับ
นายปิติพงศ์ พิศาลบุตร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท นวกิจประกันภัย กล่าวว่า ผลประกอบการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องมีภาระการตั้งสำรองค่าสินไหมน้ำท่วมมากเหมือนในอดีตแล้ว ทำ ให้ผลประกอบการโดยรวมเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ก็ยังต้องตั้งสำรองบ้างเพราะยังไม่ได้รับค่าสินไหมจากบริษัทรับประกันภัยต่อ หรือ รีอินชัวเรอร์ครบ แนวโน้มไตรมาส 4 ภาพรวมยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่น้อยกว่า 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เพราะไตรมาสสุดท้ายแม้เป็นไตรมาสที่มียอดเบี้ยประกันมากที่สุด แต่ก็ต้องประสบกับภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศอีกด้วย
นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการผู้อำนวยการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า การที่ผลประกอบการ 9 เดือนของบริษัทลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้กำไรจากการลงทุนลดลง แต่กำไรจากการรับประกันภัยดีขึ้น ส่วนไตรมาส 4 ประเมินว่าน่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับภาพรวมของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยว่าเป็นอย่างไร และต้องพิจารณาว่าปัจจัยการเมืองมีผลต่อภาพรวมหรือไม่ แต่ภาพรวมของธุรกิจประกันไตรมาสสุดท้ายปกติจะดีอยู่แล้ว เพราะพื้นฐานไตรมาส 2-3 ทำได้ดี







