
คำชี้แจงไทยคมฟังไม่ขึ้น ไอซีทีขู่เอาผิดทุกทาง หากไม่ปิดพีทีวี
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนในและต่างประเทศยังเกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยอย่างเหนียวแน่น เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองยังสร้างความวุ่นวายไม่จบสิ้น เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงกับทหารเป็นระยะๆ ฟรีทีวีทุกช่องต่างนำเสนอข่าวต่อเนื่องทุกวัน แต่ในส่วนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องสื่อโทรทัศน์ที่ผ่านช่องดาวเทียม โดยได้สอบถามทางบริษัท ไทยคม ถึงการออกอากาศของพีทีวี ซึ่งเป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
แต่บริษัท ไทยคม ชี้แจงว่า การดำเนินการปิดพีทีวีนั้น บริษัทได้พยายามแล้วแต่ทำไม่ได้ เนื่องจากพีทีวีเช่าใช้ดาวเทียมต่างประเทศซึ่งเป็นลูกค้าของไทยคมอีกที จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ทางไอซีทีเห็นว่าบริษัทดังกล่าวได้ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างที่ต้องการปกป้องตัวเอง
เพราะการออกอากาศของพีทีวีเป็นเรื่องที่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งในเมื่อไทยคมรู้ว่าพีทีวีเช่าใช้ช่องสัญญาณของลูกค้าไทยคม คือ เอ็นเอสเอส6 เนเธอร์แลนด์ ก็ควรจะแจ้งกับทางลูกค้าว่าพีทีวีเช่าใช้เพื่อจุดประสงค์ใด ไม่ควรปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง
อีกทั้งไทยคมจะอ้างว่าพีทีวีเช่าใช้ช่องสัญญาณของดาวเทียมต่างประเทศ จึงไม่สามารถปิดพีทีวีได้ ซึ่งพีทีวีอัพลิงก์จากดาวเทียมต่างประเทศจริง แต่ยังคงดาวน์ลิงก์ผ่านไทยคม ส่งผลให้พีทีวียังคงออกอากาศได้อยู่ จึงเห็นได้ชัดเจนว่าไทยคมไม่ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างจริงจัง ดังนั้น รัฐบาลเล็งที่จะเอาผิดกับบริษัท ไทยคม
สำหรับการที่จะเอาผิดกับทางไทยคมนั้น ขณะนี้ขึ้นอยู่กับ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที เป็นผู้ตัดสินใจในฐานะที่ไอซีทีเป็นเจ้าของสัญญาสัมปทาน ซึ่งทาง รมว.ไอซีที ต้องการรอให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแก้สัญญาสัมปทานมือถือและดาวเทียมตามคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท สรุปผลทั้งหมดก่อน
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวนั้น ทางบริษัท ไทยคม ชี้แจงว่า บริษัทได้ให้ความร่วมมือและดำเนินการตามคำสั่งของไอซีที และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อย่างเต็มที่ตลอดมา แต่เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการส่งสัญญาณของพีทีวี และพีทีวีไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัท การส่งสัญญาณของพีทีวีเป็นการดำเนินการของลูกค้าในต่างประเทศ จึงไม่สามารถหยุดการส่งสัญญาณของพีทีวีได้โดยตรงและโดยทันที
อีกทั้งบริษัทได้ดำเนินการรบกวนสัญญาณในย่านซีแบนด์ของพีทีวีตามคำสั่งการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และได้ประสานงานกับลูกค้าต่างประเทศเพื่อขอให้ยุติการส่งสัญญาณ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ บริษัทได้ดำเนินการเข้ารหัส (Encrypt) เพื่อไม่ให้อุปกรณ์รับสัญญาณเคยูแบนด์ในประเทศไทยรับสัญญาณนี้ และเพื่อยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานดาวเทียม แม้ว่าลูกค้าของบริษัทจำนวนหนึ่งที่ใช้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมของไทยคม จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินการนี้ก็ตาม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งหรือได้รับการติดต่อใดๆ จากไอซีทีเรื่องการทบทวนสัญญาสัมปทาน
นักท่องเที่ยวหด เผยเสียหายเพราะม็อบ
หันมาดูผลพวงของม็อบ ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยเดือน เม.ย. ลดลง 4% การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำรวจความเสียหายตั้งแต่มีม็อบ รายได้ท่องเที่ยวหาย 7,500 ล้านบาท โดยสถานการณ์การท่องเที่ยวในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 128 เม.ย. มีจำนวน 6.6 แสนคน ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปี 2552 ทั้งนี้ ททท.ได้จัดเก็บสถิติการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้มีอัตราลดลง 5% เฉลี่ยคนละ 3,810 บาทต่อวัน เฉลี่ยวันพัก 9.8 วัน
ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้ 2,500 ล้านบาท ตลอดเดือน เม.ย. สูญเสียรายได้ราว 5,000 ล้านบาท รวมแล้วตั้งแต่มีการชุมนุม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรวม 50 วัน สูญเสียรายได้ 7,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังเหตุการณ์กลับคืนสู่ปกติ ททท.มีแนวคิดปรับประมาณการตัวเลขรายได้ และจำนวนนักท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ 16 ล้านคน ตามเป้าหมายเดิม
ตรึงค่าไฟฟ้าไปจนถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้
สำหรับประเด็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับรายรับรายจ่ายของประชาชนคนไทยในช่วงเศรษฐกิจในประเทศแปรปรวน ด้านคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ตรึงค่าเอฟทีรอบเดือน พ.ค.ส.ค. 2553 ในอัตรา 92.55 สตางค์ต่อหน่วย ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสนอ แต่จากต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเอฟทีที่แท้จริงอยู่ที่ 111.82 สตางค์ต่อหน่วย หรือสูงกว่าอัตราที่ตรึงไว้ 19.27 สตางค์ต่อหน่วย
โดย กฟผ.จะแบกรับภาระไปก่อนเป็นวงเงินรวม 9,698 ล้านบาท ส่วนเอฟทีงวดต่อไปจะปรับขึ้นหรือไม่นั้น ก็คงจะต้องมาพิจารณารายละเอียดร่วมกัน หากปรับขึ้นก็จะไม่ผลักภาระไปยังประชาชนทั้งหมด เพราะจะต้องดูผลกระทบของผู้บริโภคเป็นหลัก
สาเหตุที่ค่าเอฟทีไม่เปลี่ยนแปลงก็คาดว่าภาระการเงินที่ กฟผ.แบกรับไว้ 9,698 ล้านบาท จะชำระได้หมด แต่ กกพ. จะต้องติดตามสถานการณ์โดยรวมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากคาดการณ์หรือไม่ ซึ่งการคาดการณ์นี้อยู่บนพื้นฐานที่ราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และเท่าที่ติดตามการวิเคราะห์ของกลุ่มโอเปกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในอัตรานี้ ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาต้นทุนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เช่น ก๊าซธรรมชาติ ไม่ขยับขึ้นมากนัก
พาณิชย์เผยตัวเลขค้าเสรีอาเซียน
ไตรมาสแรกยอดพุ่ง
ขณะที่เมืองไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเศรษฐกิจการเมือง แต่ภาพรวมการเปิดเสรีทางการค้าอาฟตา 3 เดือนแรก มูลค่าการค้าพุ่ง 52% ทะลุ 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเกินดุล 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2553 ที่มีการลดภาษีสินค้าทุกรายการเหลือ 0% ยกเว้นรายการสินค้าอ่อนไหว ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับชาติสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศในไตรมาสแรก (เดือน ม.ค.มี.ค.) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 52% มีสัดส่วน 20.4% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ซึ่งนับเป็นมูลค่าการค้ามากที่สุดของไทยกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก ทั้งนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าจากการส่งออก 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 67.3% และการนำเข้า 7,115 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.88% ทำให้ไทยเกินดุลการค้าจากอาเซียน 3,407 ล้านเหรียญสหรัฐ







