เอสซีจีชี้หากม็อบยืดเยื้อกระทบยอดขายช่วงสั้น
ปูนใหญ่ระบุหากม็อบยืดเยื้ออาจกระทบช่วงสั้น แต่มั่นใจปีนี้ยอดขายโต 5% ปิดยอดขาย 2 หมื่นล้าน มั่นใจปีหน้าโต 7-10% เหตุความต้องการใช้พุ่ง ขณะที่ราคาขายยังทรงตัว
ปูนใหญ่ระบุหากม็อบยืดเยื้ออาจกระทบช่วงสั้น แต่มั่นใจปีนี้ยอดขายโต 5% ปิดยอดขาย 2 หมื่นล้าน มั่นใจปีหน้าโต 7-10% เหตุความต้องการใช้พุ่ง ขณะที่ราคาขายยังทรงตัว
นายบุญส่ง ปิติสุขฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหลังคาและอุปกรณ์ ธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย เปิดเผยว่าหากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมีการยืดเยื้อ อาจจะกระทบกับวัสดุก่อสร้างแค่ช่วงสั้นๆ เพราะการตัดสินใจซื้ออาจชะลอออกไป แต่มั่นใจว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัทฯ โดยในปีนี้มั่นใจว่าจะเติบโต 5% มียอดขายรวม 2 หมื่นล้านบาท และปีหน้าตั้งเป้าเติบโต 7-10% หรือไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของตัวเลขจีดีพีทางเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะอยู่ ที่ 5%
“ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโตตามการปรับปรุงซ่อมเซมบ้านหรือรีโนเวท และภาคอสังหาฯ เนื่องจากที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญ แม้ว่าอาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูง ซึ่งวัสดุก่อสร้างที่เติบโตสุดคือ ปูนซิเมนต์ รองลงมาเป็น กระเบื้องหลังคา และไม้บอร์ดและวัสดุทดแทนไม้ เป็นต้น”นายบุญส่ง กล่าว
ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่โซลาร์รูฟท็อป ตราช้าง ,ไม้สังเคราะห์ ตราช้าง สมาร์ทวูดรุ่นโมดิน่า และหลังคาตราช้างรุ่นเคิฟลอน หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์รูปแบบลอนใหม่ที่มีสีสันสะดุดตา ซึ่งสินค้ารุ่นดังกล่าวจะเน้นเจาะตลาดต่างจังหวัด
ด้านนายประกาญจน์ อัยยะภาคย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ซิสเต็ม แอนด์ โซลูชั่น ธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่าได้เริ่มทำตลาดโซลาร์รูฟท็อปเป็นหลังคาที่สามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ซึ่งเจ้าของบ้านสามารถขายไฟคืนตามนโยบายของรัฐบาลได้นาน 25 ปี ในราคาหน่วยละ 6.96 บาท และเป็นสินค้าที่จดสิทธิบัตร ซึ่งบริษัทฯรับประกันการรั่วซึม 5 ปี โดยผู้ติดตั้งระบบหลังคาโซลาร์จะสามารถคืนทุนได้ภายใน 8-9 ปี
“รัฐ เพ่งมาสนับสนุน การใช้แผงโซลาร์ หรือโซลาฟาร์มอย่างจริงจัง ในช่วง 2-3 เดือนนี่เอง และจะปิดรับในล็อตแรก วันที่ 15 พ.ย. นี้ ซึ่งปริมาณผู้ที่สนใจยื่นขอใบอนุญาตเข้าร่วมโครงการขายไฟให้รัฐ 6-10% ขณะที่โรงงานได้ยื่นขอใบอนุญาตมากถึง 300% โดยเชื่อว่าภาครัฐจะเร่งออกใบอนุญาตล็อตสอง เร็วๆ เพื่อสนับสนุนให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานไฟฟ้าจากธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น” นายบุญส่ง กล่าว
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าราคาวัสดุก่อสร้างในขณะนี้ยังไม่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนในการผลิตยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทฯหันมาเน้นผลิตสินค้ารูปแบบ HVA หรือHigh Value Added เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพสูง ทนทานขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม







