
SME มอนิเตอร์
โซล — สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า องค์กรบริการดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ (เอฟเอสเอส) ได้จัดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 112 บริษัทเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ในปีนี้ โดย 54 บริษัทถูกจัดอยู่ในเกรดซี และอีก 58 บริษัทอยู่ในเกรดดี จำนวนบริษัทที่ถูกเลือกเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว อยู่ที่ 97 บริษัท ทั้งนี้ เอฟเอสเอสจะเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่มีหนี้สินสูงเข้าสู่การเฝ้าระวัง 2 ครั้งต่อปี โดยครึ่งแรกของปีจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนครึ่งหลังของปีจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเอฟเอสเอสนับเป็นความพยายามที่จะให้บริษัทที่อ่อนแอหลีกเลี่ยงจากการผิดชำระหนี้
โซล — สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่า องค์กรบริการดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ (เอฟเอสเอส) ได้จัดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) 112 บริษัทเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ในปีนี้ โดย 54 บริษัทถูกจัดอยู่ในเกรดซี และอีก 58 บริษัทอยู่ในเกรดดี จำนวนบริษัทที่ถูกเลือกเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว อยู่ที่ 97 บริษัท ทั้งนี้ เอฟเอสเอสจะเปิดเผยรายชื่อบริษัทที่มีหนี้สินสูงเข้าสู่การเฝ้าระวัง 2 ครั้งต่อปี โดยครึ่งแรกของปีจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนครึ่งหลังของปีจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเอฟเอสเอสนับเป็นความพยายามที่จะให้บริษัทที่อ่อนแอหลีกเลี่ยงจากการผิดชำระหนี้
ดับลิน — ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเชิงประยุกต์ชานนอนของสถาบันเทคโนโลยีทราลี ในไอร์แลนด์ จะเป็นผู้นำในการดำเนินโครงการที่มีกองทุนจำนวน 4 ล้านยูโร ซึ่งสหภาพยุโรป (อียู) เป็นผู้สนับสนุน ภายใต้โครงการชื่อ “TRADEIT” โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจในตลาด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในภาคการเกษตรอาหารภายในภูมิภาคยุโรป ผ่านศูนย์ของโครงการ 9 แห่ง ที่อยู่ในภูมิภาคที่จะคอยให้การช่วยเหลือในภาคธุรกิจดังกล่าว โครงการนี้จะช่วยสนับสนุนผู้ผลิตอาหารในยุโรป องค์กรการวิจัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการเกษตรอาหาร
โอ๊กแลนด์ — เดวิด คันลิฟ หัวหน้าพรรคแรงงานนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า หากพรรคแรงงานได้ขึ้นเป็นพรรครัฐบาล จะลดความยุ่งยากในขั้นตอนด้านภาษีสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันรายย่อยมีต้นทุนด้านภาษีสูงมาก โดยผลวิจัยสถาบันบัญชีพบว่า ธุรกิจที่มีผลประกอบการ 5.9 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.82 ล้านบาท) ต่อปีหรือต่ำกว่านั้น ต้องเสียภาษีสูงถึง 1013% ขณะธุรกิจที่มีผลประกอบการมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31 ล้านบาท) เสียภาษีน้อยกว่า 1% เท่านั้น สะท้อนว่าระบบภาษีในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจขนาดย่อมซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ







