
"กันตนา" จัดทัพครบวงจรวันสต็อปเซอร์วิสบุกอาเซียน
กว่า 62 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัท กันตนา กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจด้วยการก้าวเป็นผู้ผลิตละครวิทยุภายใต้ชื่อ คณะละครวิทยุกันตนา เมื่อปี 2494 วันนี้ บริษัท กันตนา กรุ๊ป มีการสยายปีกธุรกิจมากกว่า 10 บริษัท
กว่า 62 ปีที่ผ่านมา ที่บริษัท กันตนา กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจด้วยการก้าวเป็นผู้ผลิตละครวิทยุภายใต้ชื่อ คณะละครวิทยุกันตนา เมื่อปี 2494 วันนี้ บริษัท กันตนา กรุ๊ป มีการสยายปีกธุรกิจมากกว่า 10 บริษัท
จากการเปลี่ยนแปลงของวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์ของไทยจากระบบฟิล์มสู่ระบบดิจิตอล ส่งผลให้แนวทางการดำเนินธุรกิจบริษัท กันตนา กรุ๊ป นับจากนี้จะหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัยระดับสากล พร้อมกับเสริมทีมบุคลากรมืออาชีพทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงการร่วมทุนขยายงานในด้านโพสต์โปรดักชั่นในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดอาเซียน
จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทกลายเป็นผู้ให้บริการที่ครบวงจรในประเทศไทย ทั้งด้านการผลิต การให้บริการด้านงานโพสต์โปรดักชั่น การจัดจำหน่ายและกระจายคอนเทนต์ รวมไปถึงการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ
นอกจากนี้ ยังได้เสริมศักยภาพของกลุ่มธุรกิจภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณา ด้วยการนำระบบดิจิตอลเข้ามาใช้แทนระบบฟิล์ม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านตามแนวโน้มตลาดภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาของโลก
ด้วยเหตุนี้ กันตนา กรุ๊ป จึงต้องออกมาสยายปีกธุรกิจใหม่ เพื่อลดต้นทุนและต่อยอดธุรกิจ ด้วยการร่วมทุนกับบริษัท ซีนีเวชั่น จากประเทศนอร์เวย์ เพื่อรุกธุรกิจไฮเทคโนโลยี นั่นก็คือธุรกิจระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ในรูปแบบดิจิตอลลงฟิล์ม 35 มม.
ขณะเดียวกันก็พัฒนาห้องบันทึกเสียงกันตนา ซาวด์ สตูดิโอ เป็นระบบอะโดบี แอทโมส แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากแนวทางการดำเนินธุรกิจจากปี 2557 กันตนา กรุ๊ป จะเริ่มสยายปีกเข้าไปสู่ตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานบริหารสายธุรกิจภาพยนตร์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป กล่าวว่า ประเทศที่บริษัทให้ความสนใจจะเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียน จะเน้นไปที่ประเทศขนาดใหญ่ มีประชากรเป็นจำนวนมาก และมีภาพรวมทางเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งบริษัทที่กำลังศึกษาและจะเข้าไปทำตลาดในเร็วๆ นี้ คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม จากการที่สายธุรกิจภาพยนตร์เป็นหน่วยธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ส่งผลให้ กันตนา กรุ๊ป ต้องออกมาเตรียมความพร้อมให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสิ่งนั้นก็คือการเปลี่ยนทุกอย่างจากฟิล์มเป็นดิจิตอล
หลังจากออกมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจดังกล่าว นอกจากจะทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยอยู่ในระดับสากลแล้ว ยังถือเป็นการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากการลงทุนระบบดิจิตอลมีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งในอีก 35 ปีนับจากนี้ กันตนา กรุ๊ป ได้เตรียมงบลงทุนสายธุรกิจภาพยนตร์ไว้ 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโรงหนังกันตนา ซีนีเพล็กซ์ 1,000 ล้านบาท และอุปกรณ์ต่างๆ และเทคโนโลยี 500 ล้านบาท
จากการเปลี่ยนแปลงระบบฟิล์มเป็นดิจิตอล ส่งผลให้รายได้กลุ่มฟิล์มลดลงต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา จาก 1,000 ล้านบาท เหลือ 700 ล้านบาท ในปี 2555 ปีนี้คาดเหลือ 500 ล้านบาท แต่หลังปรับกลยุทธ์เป็นดิจิตอลมากขึ้น ในสิ้นปี 2557 จะดันรายได้ให้กลับมาอยู่ที่ 1,000 ล้านบาทอีกครั้ง
ปัจจุบัน กันตนา กรุ๊ป มีบริษัทในเครือที่อยู่ภายใต้การบริหารงานทั้งหมด 13 บริษัท แบ่งเป็น 3 หน่วยธุรกิจหลัก คือ หน่วยธุรกิจผลิตคอนเทนต์ 2 บริษัท ประกอบด้วย กันตนา โมชั่น พิคเจอร์ส ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ ละคร มิวสิควีดีโอ และรายการต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่กันตนา แอนนิเมชั่น สตูดิโอ รับจ้างผลิตคอนเทนต์การ์ตูน สำหรับ หน่วยธุรกิจให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย โอเรียนทอล โพสต์ และ โพสต์ทิค ทำหน้าที่ผลิตงานโฆษณา กันตนา ฟิล์ม ลาบอราทอรี่ ทำหน้าที่ผลิตฟิล์ม กันตนา โพสต์ โปรดักส์ชั่น (ประเทศไทย) ทำโปรดักชั่นภาพยนตร์ กันตนา โพสต์ โปรดักชั่น(เวียดนาม) ผลิตภาพยนตร์และภาพยนตร์โฆษณาในเวียดนาม และกันตนา ซาวด์ สตูดิโอ ผลิตเสียงพากษ์ ขณะที่ และหน่วยธุรกิจจัดจำหน่าย ประกอบด้วย กันตนา ครีเอทีฟ เซอร์วิส ทำหน้าที่รับจัดจำหน่ายคอนเทนต์ เมเจอร์ กันตนา บรอดคาสติ้ง ทำหน้าที่ฉายภาพยนตร์ในช่องทางทีวีดาวเทียมผ่านช่อง เอ็มชาแนล และบูมเมอแรง ส่วนเอเชีย ซีนีม่า เน็ตเวิร์ค ทำหน้าที่ดูแลบริหารธุรกิจโรงภาพยนตร์ชุมชนภายใต้ชื่อ กันตนา ซีนีเพล็กซ์
แม้ว่าปัจจุบันจะแตกบริษัทในเครือออกมามากมาย เพื่อทำหน้าที่ที่แตกต่างกันไป แต่ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริหารกันตนา กรุ๊ป ยังมีแผนที่จะแตกบริษัทย่อยออกมารองรับการขยายตัวของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายไว้ว่าอีก 35 ปีข้างหน้า จะต้องมีรายได้จากธุรกิจสายภาพยนตร์ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท







