
การเมืองฉุดเอสเอ็มอีโคม่า
สสวท.ชี้คนไม่ลงทุนหยุดใช้จ่ายขอประเทศสงบเร็วฟื้นความเชื่อมั่น
สสวท.ชี้คนไม่ลงทุนหยุดใช้จ่ายขอประเทศสงบเร็วฟื้นความเชื่อมั่น
สสวท.หวั่นใจการเมืองบานปลาย ประท้วงรุนแรง ฉุดกำลังซื้อวูบ
นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สสวท.) เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในขณะนี้อย่างมาก เพราะมีปัจจัยลบจากเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการชุมนุมใหญ่ของการเมืองฝ่ายต่างๆ ซึ่งอาจมีผลให้เกิดการชุมนุมลุกลามและบานปลายออกไป ดังนั้นภาคธุรกิจเอสเอ็มอีต่างชะลอลงทุนเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกันยังส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติที่มีแผนลงทุนในไทย ต้องรอดูสถานการณ์ หรืออาจตัดสินใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เพราะไม่รู้ว่า ผลสรุปของการเมืองและประเทศไทยจะเป็นอย่างไร รวมทั้งยังมีผลกระทบให้กำลังซื้อในประเทศ ที่อยู่ในภาวะชะลอจากเศรษฐกิจในประเทศซบเซา มีผลให้ประชาชนหยุดใช้จ่าย
“ในขณะนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบรอบด้านมาก ทั้งเศรษฐกิจโลก ทำให้ส่งออกชะลอตัว ค่าเงินบาทที่มีความผันผวน เศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวเช่นกัน กระทบต่อกำลังซื้อในประเทศให้ลดลง ทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบ มียอดขายลดลง หรืออาจจะไม่เติบโต และต้องประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอดได้ต่อไป” นางเพ็ญทิพย์ กล่าว
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีต้องการให้ภาครัฐดูแลสถานการณ์ในประเทศไม่ให้เกิดการประท้วงที่รุนแรง และอยากให้ภาครัฐคำนึงเรื่องการออกกฎหมายในด้านต่างๆ เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะจะส่งผลดีต่อประเทศระยะยาว โดยไม่อยากให้ออกกฎหมายเพื่อคนบางกลุ่มของประเทศเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจต้องปรับตัวด้วยการร่วมกลุ่มเป็นเครือข่าย โดยเฉพาะ สสวท.ที่จัดทำโครงการความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายต่างๆ เป็นคลัสเตอร์ของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้กลุ่มเข้มแข็งมากที่สุด และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือของภาครัฐ รวมทั้งกำลังทำกิจกรรม เพื่อส่งเสริมการไปทำตลาดในต่างประเทศ และมีแผนเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าในออสเตรเลียและจีน
สำหรับก่อนหน้านี้ที่ประเมินว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในไทยเปิดกิจการใหม่จำนวน 2 แสนราย ส่งผลให้สิ้นปี 2556 มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศ 2.8 ล้านราย จากปี 2555 ที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 2.6 ล้านราย ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะมีจำนวนเพิ่มใหม่ในระดับดังกล่าวหรือไม่ เพราะมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ในประเทศ







