
เศรษฐกิจผวานิรโทษกรรม
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มปะทุและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ปั่นป่วนทั้งตลาดเงินตลาดทุน เห็นชัดเจนจากดัชนีหุ้นที่รูดลงแรงสวนทางตลาดต่างประเทศ และค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา กลุ่มนักวิชาการประเมินหากสถานการณ์การเมืองรุนแรงกระทบกับจีดีพี 0.5%
สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเริ่มปะทุและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ปั่นป่วนทั้งตลาดเงินตลาดทุน เห็นชัดเจนจากดัชนีหุ้นที่รูดลงแรงสวนทางตลาดต่างประเทศ และค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอเมริกา กลุ่มนักวิชาการประเมินหากสถานการณ์การเมืองรุนแรงกระทบกับจีดีพี 0.5%
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.กำลังติดตามสถานการณ์การเมืองและเตรียมเครื่องมือดูแลแล้ว ถ้ามีการชุมนุมต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเกิดความวุ่นวายและยืดเยื้อ คงมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงและจะกระทบความเชื่อมั่น
ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่าเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะส่งผลต่อการลงทุน ส่วนภาคประชาชนจะได้รับผลกระทบจากด้านจิตวิทยา ทำให้ชะลอการบริโภค จากที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมาแล้ว
สศค.ปรับลดเป้าหมายเติบโตปีนี้
นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากเกิดความรุนแรงสร้างความสูญเสียหรือถึงขั้นปฏิวัติ อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงทันที 0.5% แต่หากไม่เกิดเหตุรุนแรงอาจส่งผลกระทบเพียง 0.2%
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท รองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ในเดือน ธ.ค.นี้ สศค.จะปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) อีกครั้ง จากเดิมที่คาดว่าจะขยายได้ 3.7% เนื่องจากต้องนำผลกระทบจากปัญหาการเมืองเข้าไปพิจารณาด้วย แต่ สศค.เป็นห่วงผลกระทบเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนมากกว่า ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ก.ย. 2556 แสดงว่าเศรษฐกิจยังชะลอตัว การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวติดลบ 19.4% ยอดจำหน่ายรถติดลบ 30.7% ยอดขายรถจักรยานยนต์ติดลบ 11.1% เนื่องจากรายได้เกษตรกรลดลงจากราคาพืชผลตกต่ำ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน การนำเข้าสินค้าทุนก็ยังติดลบ 12.7% การส่งออกติดลบ 7.1%
หักลดหย่อนภาษีเพิ่ม
นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จะออกพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประมวลรัษฎากร เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ปรับลดภาษีอัตราสูงสุดเหลือ 35% จาก 37% ให้มีผลในปีภาษี 2556 นี้ และกำลังศึกษาเพิ่มการลดหย่อนค่าใช้จ่ายสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้มากขึ้นกว่าปัจจุบันที่หักค่าใช้จ่าย 40% หรือไม่เกิน 6 หมื่นบาท/คน/ปี
ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรจะทบทวนรายการหักลดหย่อนภาษีที่ขณะนี้มีอยู่ถึง 20 รายการ เพื่อปรับให้เหลือน้อยลง โดยเฉพาะสิทธิที่กระตุ้นการลงทุนต่างๆ เช่น สิทธิลดหย่อนการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ว่าแข็งแรงพอจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ จะศึกษามาตรการด้านภาษีให้กับนักลงทุนไทยที่ไปลงทุนยังต่างประเทศที่ต้องการนำเงินกลับเข้ามาในไทย
แบงก์เตือนปีหน้าดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่ม
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสและผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับจากปี 2557 เป็นต้นไป ภาคธุรกิจไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนการกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินไทยที่สูงขึ้นตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้สอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งคาดว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.5% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า และส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีขึ้นอีก 0.25% จาก 7% เป็น 7.25%
ไทยติดกลุ่มน่าลงทุนอันดับ 18
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ธนาคารโลก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ร่วมจัดทำรายงานผลการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลกประจำปี 2557 (Ease of Doing Business 2014) ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสะดวกในการเข้าไปประกอบธุรกิจในลำดับที่ 18 จาก 189 ประเทศทั่วโลก ซึ่งยังคงรักษาอันดับในกลุ่ม 20 ประเทศแรกของโลกที่ง่ายต่อการประกอบธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ยังครองแชมป์อันดับที่ 1 เป็นปีที่ 8ติดต่อกัน ส่วนฮ่องกงยังรักษาอันดับที่ 2 ได้อย่างต่อเนื่อง รองลงมา คือ นิวซีแลนด์ สหรัฐ เดนมาร์ก มาเลเซีย เกาหลีใต้ จอร์เจียนอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร ส่วนประเทศจีนเป็น 1 ใน 20ประเทศทั่วโลกที่สามารถลดช่องว่างได้มากที่สุด ขณะที่ ลาวติมอร์เลสเต มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศในหมู่เกาะโซโลมอนติดอยู่ในกลุ่ม 50 ประเทศที่มีการลดช่องว่างได้มากที่สุดเช่นเดียวกัน และประเทศที่มีการพัฒนามากที่สุด ได้แก่ ยูเครน รวันดา รัสเซีย ฟิลิปปินส์ โคโซโว จิบูตี โกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) บุรุนดี มาซิโดเนีย และกัวเตมาลา







