
รายย่อยไต้หวันขยายตัวเสริมเศรษฐกิจแข็งแกร่ง
หนึ่งในความฝันของเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คน ย่อมต้องมีความคิดความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตนเอง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หนึ่งในความฝันของเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คน ย่อมต้องมีความคิดความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตนเอง เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในการกำหนดชีวิตของตนเอง และไม่ต้องคอยเป็นเบี้ยล่างตลอดไป
เหมือนดังเช่น เจฟ หยาง เจ้าของธุรกิจเว็บไซต์ประมูลสินค้า “ซาจาวา” ชาวไต้หวัน ที่ปัจจุบันสามารถขึ้นมาเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศได้ เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวมีไอเดียแปลกจากเว็บอื่นๆ โดยเฉพาะการให้ผู้ที่เสนอราคาต่ำที่สุดเป็นผู้ชนะการประมูล ขณะเดียวกันเว็บไซต์ดังกล่าวซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2009 ก็มีสินค้าหลากหลาย 1.6 หมื่นชิ้น ให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อหา โดยมีราคาเฉลี่ยแค่ 28 เหรียญไต้หวันเท่านั้น
ล่าสุด หยาง ได้มองไกลถึงขั้นเตรียมที่จะขยายแฟรนไชส์ของตนเองออกไปสู่ตลาดในจีน สิงคโปร์ ในปลายปีนี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังเตรียมที่จะนำกิจการของตนเองเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นของสหรัฐอีกด้วย
หยาง ถือเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีอยู่กว่า 1.3 ล้านคนในไต้หวันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันภาคธุรกิจดังกล่าวได้ก้าวขึ้นมาเป็นกระดูกสันหลังของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปแล้ว
ข้อมูลของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน เผยว่า ภาคธุรกิจรายย่อยมีสัดส่วนคิดเป็น 97.67% ของภาคธุรกิจทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศ โดยจำนวนดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2012 ถึง 2.11% และยังครองสัดส่วนการจ้างงานในประเทศราว 8.48 ล้านตำแหน่งงาน หรือคิดเป็น 78.12% ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ซึ่งจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากช่วงปีที่แล้วถึง 1.76%
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจรายย่อยไต้หวันยังมีส่วนในการช่วยผลักดันการส่งออกมากถึง 17.74% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปี 2012 ถึง 1.45%
สาเหตุที่ทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไต้หวันเติบโตและขยายตัวจนก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็คือ การมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งต้นธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งทำให้การก่อตั้งธุรกิจทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำลง
จึงไม่แปลกใจที่ธุรกิจประเภทค้าปลีกบนเว็บไซต์ต่างๆ ในไต้หวันจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนธุรกิจค้าปลีกคิดเป็นสัดส่วน 50% ของธุรกิจเอสเอ็มอีในภาคบริการ
“ธุรกิจเอสเอ็มอีหน้าใหม่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจออนไลน์บนเว็บไซต์ ซึ่งไม่ต้องใช้ทุนมากในการลงทุน เพราะใช้เพียงแค่คอมพิวเตอร์ กับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็วเท่านั้น” ฉางชูเหม่ย ผู้อำนวยการฝ่ายเริ่มต้นธุรกิจของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน กล่าว
ฉางชูเหม่ย กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการธุรกิจรุ่นใหม่ในไต้หวันที่มีอายุ 2534 ปี ครองสัดส่วนของผู้ประกอบการทั้งประเทศมากถึง 35% แล้ว สะท้อนชัดว่าคนรุ่นใหม่กำลังหันมาให้ความสำคัญกับการมีกิจการเป็นของตนเองมากขึ้น
นอกเหนือจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว ภาครัฐก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกันที่ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจรายย่อยในไต้หวันสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเช่นกัน
ปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ต่างก็เปิดให้บริการคำปรึกษาแก่การเริ่มต้นธุรกิจกันแล้ว และบางแห่งถึงขนาดออกโครงการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวันได้ปล่อยกู้แก่ธุรกิจรายย่อยไปแล้วถึง 6,000 ราย คิดเป็นจำนวนเงินมากถึง 5,800 ล้านเหรียญไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดธุรกิจรายย่อยใหม่ๆ มากขึ้น แต่ในอีกแง่หนึ่งการรักษาธุรกิจให้คงอยู่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องท้าทายพอสมควร เนื่องจากมีธุรกิจเอสเอ็มอีเพียง 47% ของทั้งประเทศเท่านั้นที่สามารถยืนหยัดมาได้นานกว่า 10 ปี อีกทั้งความมุมานะและความตั้งใจจริงของผู้ประกอบการธุรกิจยุคใหม่ก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนคนในอดีตอีกด้วย
“ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ซึ่งพวกเขาจะเริ่มทำธุรกิจของพวกเขาเองเมื่อเห็นโอกาส ไม่เหมือนกับพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ในสมัยก่อนที่ตกอยู่ในสภาวะกดดัน เพราะถ้าไม่รุ่งก็ต้องหมดเนื้อหมดตัว” ฉางชูเหม่ย กล่าว
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้ว่าค่านิยมบางอย่างจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมทางสังคมและกาลเวลา แต่อย่างน้อยในวันนี้ธุรกิจเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ของไต้หวันได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทในการช่วยสร้างความแข็งแกร่งของประเทศแล้ว







