posttoday
ส่งออกหดทำเศรษฐกิจซึม

ส่งออกหดทำเศรษฐกิจซึม

26 ตุลาคม 2556

ธปท.ลดตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.7% เหตุส่งออกหดตัวแรงขยายตัว 1%

ธปท.ลดตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.7% เหตุส่งออกหดตัวแรงขยายตัว 1%

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการประเมินเศรษฐกิจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง 3.7% จากเดิมที่คาดไว้ 4.2% สาเหตุหลักมาจากการส่งออกขยายตัวเพียง 1%

ทั้งนี้ กนง.มองว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 1.1% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 2.2% ลดลงจากที่คาดไว้ 2.3%

ด้านนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ย. ว่า มีมูลค่า 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.09% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.23% การค้าเกินดุล 473.3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่ผลักดันการส่งออกได้ มีมูลค่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3%

สำหรับการส่งออกช่วง 9 เดือน (ม.ค.ก.ย. 2556) มีมูลค่า 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.05% การนำเข้า 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.21% ขาดดุลการค้า 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หากจะให้การส่งออกทั้งปีโต 4% จะต้องผลักดันการส่งออกแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอย่างต่ำ แต่หากได้เดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.3% เท่านั้น

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ได้คาดการณ์จีดีพีปีหน้าว่าจะขยายตัว 4.8% ลดลงจากเดิมที่ 5% ภายใต้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 1.2% ลดลงจากเดิมที่ 1.4% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงเหลือ 2.4% จากเดิมที่ 2.6% และมูลค่าการส่งออกโตที่ 7% ลดลงเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ 8% โดยยังน่าจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก การบริโภคน่าจะฟื้นกลางปีหน้า รวมเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ แต่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะนี้คิดว่าส่งออกยังทรงๆ และมีแนวโน้มดีขึ้นได้บ้างฉะนั้น ในช่วงต่อไปของปีนี้ เราถึงปรับลดประมาณการณ์จีดีพีลงเหลือ 3.7% สะท้อนการส่งออกที่ลดลงเหลือ 1% จากที่เคยมองว่าจะโต 4% ซึ่งน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังมีโอกาสผงกหัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า” นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองคงมีผลต่อเศรษฐกิจบ้าง เพราะเท่าที่ติดตามดูแนวโน้มกราฟการเติบโตมันเบ้ลงนั้น น่าจะเป็นผลจากความไม่แน่นนอนในเรื่องความเสี่ยงของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งการหยุดทำการหน่วยงานราชการชั่วคราว การขยายเพดานหนี้ กาปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณเงิน(คิวอี) ซึ่งการลดลงนี้น่าจะรวมผลจากปัญหาสถานการณ์ทางการเมืองไปด้วยแล้ว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า การปรับคาดการณ์เดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะสมดุล เปลี่ยนเป็นขาดดุล 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.8% ของจีดีพี เพราะต้องปรับตามตัวเลขจริงที่ออกมา เพราะมีการนำเข้าทองคำจำนวนมาก ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่ถ้าหักทองคำออกจะทำให้ดุลัญชีเดินสะพัดยังเป็นบวกอยู่ประมาณ 1.2% ของจีดีพี ฉะนั้นการขาดดุลบัญชีจึงไม่อยู่ในภาวะน่ากังวลอะไร เพราะเกิดจากการนำเข้าส่งออกทองคำที่เป็นการซื้อขายทำกำไรตามกมรเปลี่ยนแปลงของราคาททองคำ ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การขาดขาดดุลบัญชีเดิสะพัดอีกส่วน ยังเกิดจากืการส่งกำไรที่มีกำไรดีจากโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาลในปีนี้ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ส่งกลับกำไรไปให้บริษัทแม่ รวมทั้งต้องส่งเงินที่มีกำไรในส่วนที่จะลงทุนต่อเนื่องในไทยออกไปนอกประเทศก่อนค่อยนำเข้ามาใหม่ทำให้ดุลบัญชีมีส่วนติดลบ

“การรปับมุมมองจากดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นบวกมาเป็นติดลบ ไม่ได้น่ากังวล เพราะการติดลบไม่ใช่เกิดจากใช้จ่ายเกินตัวไม่มีประโยชน์ หรือเศรษฐกิจร้อนแรง ทำให้ไม่เป็นความเสี่ยงในอนาคตมากนัก และปีหน้าที่คาดว่าจะขาดดุลต่ออีกเป็น 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เพราะคาดว่าภาครัฐจะนำเข้าเครื่องจักรมาลงทุนในโครงการต่างๆอีก ซึ่งถือเป็นเหตุผลหรือสิ่งที่นักลงทุนที่มองไทยน่าเข้าใจ ว่าไม่ได้เป็นปัญหาจากเสถียรภาพเศรษฐกิจ” นายไพบูลย์กล่าว

ทั้งนี้ นอกจากนี้ ธปท.ยังคาดการณ์การบริโภคภาคเอกชนปีนี้ว่าจะโต 2.6% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 3.4% ส่วนปีหน้าคาดว่าการบริโภคเอกชนจะโต 2.9% ลดลงจาก 3.5% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปีนี้คาดโต 3% เพิ่มขึ้นจาก 2% สาเหตุที่ปรับเพิ่มขึ้นเพราะส่วนหนึ่งในไตรมาส 2 ปีนี้โตได้มากกว่าคาด และนโยบายการเงินผ่อนคลายค่อนข้างมาก ขณะที่ภาคธุรกิจก็จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องอยู่แล้ว เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพ และทดแทนการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งมีการดำเนินการอยู่ต่อเนื่องทำให้มองว่าน่าจะโตขึ้นได้อีกเล็กน้อย ส่วนการลงทุนปีหน้าคาดว่าจะโต 8.7% จากเดิมที่คาด 9.9%

ขณะที่ คาดว่าการอุปโภคและลงทุนภาครัฐปีนี้จะโต 5.3% จาก 7.9% เพราะโครงการรัฐล่าช้ากว่าคาดและเบิกจ่ายได้ช้า ส่วนปีหน้าคาดการอุปโภคและลงทุนภาครัฐจะโตเพิ่มขึ้นเป็น 6.1% จาก 5.2% ส่วนมูลค่าการส่งออกของไทยปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 1% จากเดิมที่คาดไว้ 4% ส่วนการส่งออกปีหน้าคาดว่าโตที่ 7% จากเดิมคาดไว้ 8% เพราะมองว่าไทยได้อานิสงค์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกน้อย เพราะสินค้าไทยมีข้อจำกัด แต่ก็พอจะโตได้บ้าง

ส่งออกปีนี้หมดหวัง ยอด 9 เดือนโตแค่ 0.05%

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนก.ย. มีมูลค่า 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 7.09% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 1.88 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.23% การค้าเกินดุล 473.3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มที่ผลักดันการส่งออกได้ มีมูลค่า 1.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3%

สำหรับการส่งออกช่วง 9 เดือน (ม.ค.ก.ย.) 2556 มีมูลค่า 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.05% การนำเข้า 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.21% ขาดดุลการค้า 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า หากจะให้การส่งออกทั้งปีโต 4% จะต้องผลักดันการส่งออกแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่า 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอย่างต่ำ แต่หากได้เดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.3% เท่านั้น

(ข้างล่างเป็นข้อมูลเผื่อไว้)

ด้านรายละเอียดการส่งออก.ย. พบว่า กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ้น 2.7% สินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว 8.7% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 31.5% ไก่สดแช่แช็งและแปรรูป 7.5% ส่วนสินค้าที่ส่งออกลดลง เช่น ยางพารา ลด 4.1% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป ลด 23.6% เป็นต้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ลดลง 9.1% สินค้าที่ส่งออกลดลง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ลด 1.9% วัสดุก่อสร้าง ลด 36.6% อัญมณีและเครื่องประดับ 53.1% เป็นต้น

ขณะที่ตลาดส่งออกในเดือนก.ย.พบว่า ตลาดหลัก ลดลง 5.9% ได้แก่ ญี่ปุ่น ลด 13.6% สหรัฐฯ ลด 0.7% ส่วนอียู (15 ประเทศ) ลด 2.7% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 2.0% ตลาดที่ขยายตัวเพิ่ม เช่น อาเซียน 6.6% จีน 1.2% ส่วนตลาดขยายตัวลดลง เช่น อินเดีย 7.4% เกาหลีใต้ 12.7% ตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 7.6% เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลด 30.7% แอฟริกา 19.6% กลุ่มซีไอเอส (12 ประเทศ) รวมรัสเซีย ลด 32.1% ตลาดอื่นๆ ลด 81.8% เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลด 88.3%

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน