
ยิ่งจำนำข้าวยิ่งขาดทุนหนัก
ต้องลุ้นกันอีกเฮือกใหญ่ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ถอยร่นจนสุดซอย จากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทในปีแรก
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ต้องลุ้นกันอีกเฮือกใหญ่ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ถอยร่นจนสุดซอย จากการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทในปีแรก มาสู่การจำกัดปริมาณและลดราคารับจำนำข้าวเปลือกเหลือ 1.3 หมื่นบาทในปีที่ 3 จะเดินหน้าไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
เพราะข้อมูลที่ปรากฏออกมาเริ่มชัดเจนมากขึ้นว่า ยิ่งรัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในมือมากเท่าไหร่ ผลการขาดทุนในโครงการยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว กระทั่งวันนี้รัฐบาลจนแต้มไม่มีแหล่งเงินมารับจำนำข้าวรอบใหม่ ปีการผลิต 2556/2557 และทางเลือกสุดท้ายก็ต้องกู้เงินเพิ่มมาถมโครงการอีก 1.31.4 แสนล้านบาท
จากข้อมูลโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 2 ปีการผลิต คือ ปีการผลิต 2554/2555 และปีการผลิต 2555/2556 รัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกมาแล้วกว่า 44 ล้านตัน สีแปรเป็นข้าวสารได้ 27 ล้านตัน ใช้เงินหนุนเวียนซื้อข้าวเปลือก 6.78 แสนล้านบาท บวกค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการ 8.9 หมื่นล้านบาท (ไม่คิดค่าเสื่อมคุณภาพข้าว ค่าเช่าโกดังข้าวค้างปี)
เบ็ดเสร็จแล้วโครงการรับจำนำข้าว 2 ปีแรกสร้างภาระให้ประเทศ 7.6 แสนล้านบาท แต่เม็ดเงินจากการขาดทุนตกอยู่ในมือชาวนารายย่อย หรือชาวนาที่มีที่นาไม่เกิน 15 ไร่ ไม่ถึง 10% ของเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการ
ยิ่งกระทรวงพาณิชย์ให้ข้อมูลว่า ได้มีการระบายข้าวตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2554/2555 ไปแล้ว 11.7 ล้านตัน เหลือข้าวสารในสต๊อก 15.8 ล้านตัน ได้เงินจากการระบายข้าว 1.29 แสนล้านบาท กลับสะท้อนให้เห็นว่าฝีมือการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี
เพราะการที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าว 12 ล้านตัน แต่ได้เงินกลับมาเพียง 1.29 แสนล้านบาท เท่ากับว่าขายข้าวได้ราคาเฉลี่ยเพียง 1.07 หมื่นบาทต่อตันเท่านั้น
ในขณะที่ข้าวสาร 5% ที่คำนวณจากต้นทุนข้าวเปลือกที่รับจำนำมา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน จะมีต้นทุนข้าวสารอยู่ที่ 2.4 หมื่นบาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิที่รับจำนำที่ราคา 2 หมื่นบาทต่อตัน จะมีต้นทุนข้าวสารเท่ากับ 3.8 หมื่นบาทต่อตัน หรือถั่วเฉลี่ยแล้วต้นทุนข้าวสารทุกประเภทในสต๊อกจะมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นบาทต่อตัน
จึงไม่แปลกใจที่จะมีการคำนวณข้อมูลทางบัญชีว่า ณ วันนี้ รัฐบาลขาดทุนในโครงการแล้ว 2.1 แสนล้านบาท
และหากกระทรวงพาณิชย์ยังทำผลงานข้าวสารได้ในราคาเพียง 1 หมื่นบาทต่อตันอยู่อย่างนี้ การขายข้าวสารค้างในสต๊อกจำนวน 15.8 ล้านตัน จะทำให้รัฐบาลมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก 2.84 แสนล้านบาท
หรือเท่ากับว่า 2 ปีแรกในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก รัฐบาลจะขาดทุนกว่า 45 แสนล้านบาท จากเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ใช้ในโครงการ 7.6 แสนล้านบาท คิดเป็นผลการขาดทุนเท่ากับ 65% ของเงินที่ใช้ในโครงการ
แน่นอนว่าตัวเลขการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว 2 ปี 4 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่ฝ่ายการเมืองไม่ยอมรับ มีการอ้างว่าการขาดทุนจะไม่สูงถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี แต่กลับไม่มีการชี้แจงข้อมูลให้กระจ่าง
เนื่องด้วยรัฐมนตรีกุมบังเหียนโครงการรับจำนำข้าวระบุว่า “หากขายข้าวสารออกจากสต๊อกไม่หมด ก็ยังปิดบัญชีไม่ได้” จึงเท่ากับว่าการเปิดบาดแผลการขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าว จะประวิงเวลาได้นานพอที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แนวโน้มหรือทิศทางผลการขาดทุนจะลดลงจากที่เป็นอยู่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ การที่รัฐบาลไทยจะขายข้าวให้รัฐบาลจีน 1 ล้านตันต่อปี เป็นเวลา 5 ปี และเอกชนขายข้าวให้จีน 2 แสนตันต่อปี หรือกรณีที่กระทรวงพาณิชย์จะเซ็นสัญญาขายข้าว 5% ให้มลฑลเฮยหลงเจียง 1.2 ล้านตัน หากไทยจะยึดตลาดข้าวจีนกลับมา คงเลี่ยงได้ยากที่ไทยจะต้องลดราคาข้าวมาแข่งกับข้าวประเทศอื่นๆ
“การขายข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนจะซื้อขายกันตามราคาตลาดโลก” บันทึกความเข้าใจการซื้อขายข้าวเมื่อปี 2554 ระบุ
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาราคาข้าวขาว 5% พบว่าราคาข้าวเวียดนามอยู่ที่ 405 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือ 1.11.2 หมื่นบาทต่อตัน รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกดราคาข้าวมาสู้ ในขณะที่รัฐบาลมีจำกัด 2 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลต้องการเงินจากการขายข้าวมาซื้อข้าวเปลือกรอบใหม่ และ 2.ต้องเร่งระบายสต๊อกออกเพื่อรองรับการเก็บข้าวฤดูกาลใหม่
ส่วนขายข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว ไทยจะมีภาษีดีกว่าผู้ซื้อ ราคาขายข้าวที่ได้น่าจะออกมาดี อย่างน้อยก็เท่ากับราคาตลาดที่ 3.43.5 หมื่นบาทต่อตัน เพราะข้าวมีปริมาณจำกัดและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก เว้นเสียแต่ว่าจะแอบขายข้าวคุณภาพสูงในราคาถูกๆ แต่เรียกเก็บส่วนต่างกันทีหลัง
ยิ่งวิธีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่เป็นเรือธงในการระบายข้าวล็อตใหญ่ๆ ของรัฐบาล เรียกได้ว่ามีช่องโหว่ที่ทำให้รัฐบาลขายข้าวในราคาถูกแสนถูก โดยอ้างราคามิตรภาพและไม่เปิดเผย ที่สำคัญไม่มีการตรวจสอบจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
หรือกระทั่งวันวาน ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บอกว่า กระทรวงพาณิชย์มีไอเดียว่าจะขายข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/2557 ให้โรงสีโดยตรง โดยขายให้ในราคาส่วนลดและให้โรงสีสีแปรและเป็นผู้ส่งออกข้าวไปเลย
“วิธีการนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องเสียค่าสีแปร ค่าเช่าโกดัง” ทนุศักดิ์ ระบุ
แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วจะพบว่าวิธีการนี้มีแต่จะทำให้รัฐบาล “ขาดทุนมาก” และ “ขาดทุนสาหัส” โดยเมื่อคำนวณตัวเลขผลการขาดทุนต่อตันน่าจะอยู่ระหว่าง 6,000-8,000 บาทต่อตัน
นั่นเพราะ 1.รัฐบาลจะขายข้าวเปลือกในราคาส่วนลดให้โรงสีราคาเท่าไหร่ เพราะแม้ว่าวันนี้ราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาตลาดอยู่ที่ 8,290 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิราคาอยู่ที่ 15,755 บาทต่อตัน แต่เป็นไปได้สูงมากว่าโรงสีจะซื้อข้าวได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาดอย่างแน่นอน
หากรัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกเจ้ามาที่ราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตัน แต่ขายให้โรงสีในราคาส่วนลดน้อยกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เช่น ที่ราคา 7,000-8,000 บาทต่อตัน ก็เท่ากับว่าข้าวที่รับจำนำมาทุกๆ 1 ล้านตันข้าวเปลือก รัฐบาลจะ รัฐบาลจะขาดทุน 8,000 ล้านบาท หรือ 50% ของเงินที่ใช้รับจำนำข้าวเปลือก
ส่วนข้าวเปลือกที่รับจำนำในราคาตันละ 2 หมื่นบาท หากรัฐบาลขายข้าวเปลือกให้โรงสีที่ราคาส่วนลด 1.31.4 หมื่นบาทต่อตัน ก็เท่ากับว่าการขายข้าวเปลือกหอมมะลิทุก 1 ล้านตัน รัฐบาลจะขาดทุนทันที 6,000 ล้านบาท
และ 2.การให้โรงสีที่รับซื้อข้าวเปลือกในโครงการและสีแปรข้าวก่อนส่งออก เป็นเงื่อนไขที่เป็นไปได้ยากยิ่ง เพราะปัจจุบันมีโรงสีที่เป็นทั้งผู้สีแปรสภาพข้าวและผู้ส่งออกข้าวมีเพียง 10-20% ในระบบ
“ผมขอถามว่า ถ้ารัฐบาลจะขายข้าวให้โรงสีและให้โรงสีเป็นผู้ส่งออกข้าวเอง คงเป็นไปได้ยาก เพราะโรงสีส่วนใหญ่ไม่ได้มีคอนเนกชั่นกับลูกค้าต่างประเทศเหมือนผู้ส่งออก จะมีบ้างที่เป็นทั้งโรงสีและเป็นผู้ส่งออกด้วยก็แค่ 10-20% เท่านั้น” นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทยให้ความเห็น
แต่คำถามตัวโตๆ น่าจะอยู่ที่ว่า โรงสีใดบ้างที่หาซื้อข้าวเปลือกจากรัฐบาลในราคาส่วนลด 50% และอัตราส่วนที่รัฐบาลขายให้โรงสีแต่ละแห่งมีลดแตกต่างกันหรือไม่
ในขณะที่โครงการรับจำนำข้าวที่ทุกกระบวนการเปิดช่องให้มีฉ้อฉลอย่างแยบยล ตั้งแต่การรับข้าวเปลือกไปถึงการระบายสต๊อก กระทั่งทำให้โครงการรับจำนำข้าวตกอยู่ในสภาพร่อแร่เช่นเช่นทุกวันนี้
คงต้องบอกได้อย่างเดียวว่า ยิ่งรัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกมามากเท่าใด ประเทศยิ่งแบกภาระขาดทุนมากเท่านั้น ส่วนภาระหนี้ที่เกิดขึ้นไม่แคล้วคนไทยต้องรับกรรมไม่มีทางเลี่ยง







