posttoday
ร่วมวง TPP โอกาส 'การค้า-ความมั่นคง'

ร่วมวง TPP โอกาส 'การค้า-ความมั่นคง'

25 ตุลาคม 2556

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคฟื้นแปซิฟิก (TransPacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ TPP

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคฟื้นแปซิฟิก (TransPacific Strategic Economic Partnership Agreement) หรือ TPP ของประเทศสมาชิกที่ประกาศเข้าร่วมเจรจา 12 ประเทศที่ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่78 ต.ค. 2556

แม้ประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐอเมริกา จะไม่ได้ปรากฏตัวมาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะวิกฤตการณ์งบประมาณสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ผู้แทนคือ นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และนายไมเคิล โฟร์แมน ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันแถลงว่าจะยังคงเดินหน้าเจรจา TPP ต่อไป และคาดว่าจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิก TPP นอกรอบอีกครั้ง ระหว่างการประชุมองค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 9 วันที่ 36 ธ.ค. 2556ที่บาหลี อินโดนีเซีย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการให้ข้อตกลง TPP เสร็จทันในสิ้นปีนี้

ช่วงเวลาจากนี้ไป อีกไม่ถึง 3 เดือน บรรดาประเทศสมาชิกทั้ง 12 ประเทศ ซึ่งเป็นทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ต่างต้องเร่งกระบวนการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลง TPP ให้แล้วเสร็จ ในประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้ เช่น เรื่องมาตรฐานแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อมการเกษตร การค้า การลงทุน การบริการทางการเงิน

คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นซึ่งมีระบบทุนแบบเสรีนิยมและน่าจะมีความพร้อมมากที่สุดในการเจรจาข้อตกลง TPP ก็ยังประสบปัญหาการยอมรับจากชาวญี่ปุ่นเองอยู่มาก

โดยเฉพาะเรื่องที่เรียกว่า Five Sacred Categories of Agriculture Products หรือสินค้าเกษตรที่ศักดิ์สิทธิ์ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี เนื้อวัว เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์นมจะถูกบังคับให้เปิดเสรี ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับญี่ปุ่น จนทำให้หลังการประชุม TPP เพียง 2 วัน หนังสือพิมพ์ Japan Timesก็โปรยหัวข้อข่าวโจมตีค่อนข้างรุนแรงว่า“อย่าเอาญี่ปุ่นไปขาย” แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลของนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กลับจะเดินหน้าเจรจา TPP ต่อไป

สำหรับ TPP นี้ หากสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันก็จะเป็นการเปิดเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะเป็นการสร้างกลุ่มความร่วมมือทางการค้า ที่แฝงความมั่นคงอยู่ด้วย จากประเทศสมาชิกอย่างเวียดนามที่อยู่ในมุมหนึ่งของโลกไปไกลถึงชิลีที่อยู่อีกมุมหนึ่งของโลก

มีการวิเคราะห์กันว่า ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากข้อตกลง TPP มากที่สุดน่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกามองว่าอีกไม่นานเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิก จะขยายตัวมากกว่าทางตะวันตก และที่สำคัญยังเป็นการป้องกันไม่ให้จีนขยายอิทธิพลทางการค้าและความมั่นคงเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นการบังคับจีนทางอ้อม ให้ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจตัวเองให้เสรีมากยิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนั้น สหรัฐก็ยังคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวจากความสามารถในการส่งออกเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากปี 2553-2557ภายหลังการลงนามในข้อตกลง TPP บวกกับ Transatlantic Trade and Investment Partnership หรือ TTIP ที่จะเป็นข้อตกลงใหม่เพิ่มเติมระหว่างสหรัฐอเมริกาและอียู ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันการส่งออกนี้ด้วย

ในส่วนของประเทศไทย หลังจากที่รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศเจตนารมณ์จะเข้าร่วมเจรจาข้อตกลง TPP ในช่วงที่ประธานาธิบดีโอบามาเยือนไทย เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2555 ไปแล้ว รัฐบาลไทยก็ได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และในส่วนกระทรวงพาณิชย์ก็จัดเตรียมความพร้อมในการเข้าเจรจา TPP ซึ่งการเริ่มเจรจา TPP ของฝ่ายไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศสมาชิก TPP ต้องให้ความเห็นชอบก่อน

สอดคล้องกับที่นายนิวัฒน์ธำรงบุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2556ว่า กำลังดำเนินการขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าน่าจะเสร็จภายใน2 เดือน

สำหรับสถานการณ์ของไทยขณะนี้ เราทำ FTA มาแล้วกับ 8 ประเทศ และ 1 กลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งต้องถือว่าไทยมีความชำนาญในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบทวิภาคี FTA ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่นๆซึ่งไทยเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่มีนโยบายเปิดการค้าเสรี FTA มาก่อนมาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม

ผมจึงเชื่อว่า หากรัฐบาลไทยได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรให้เข้าเจรจาข้อตกลง TPP ไทยน่าจะมีความพร้อม แต่ยังมีข้อสังเกตว่า การเจรจา TPP ครั้งนี้จะแตกต่างจาก FTA ที่เคยทำมาอย่างน้อย 2 ประเด็น

เรื่องแรก ไทยต้องเจรจากับประเทศสมาชิกให้ได้รับความเห็นชอบการเข้าร่วมเจรจาใน TPP ก่อน ขณะที่ FTA ไม่ต้องทำ

อีกเรื่อง เนื้อหาที่การเจรจา TPP นี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การลดกำแพงภาษี (Reducing Tariffs) เพียงอย่างเดียว แต่ TPP จะเป็นการเปิดการค้าเสรีที่มาตรฐานสูงขึ้นและครอบคลุมทุกเรื่อง โดยจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจบางส่วนของประเทศ อีกทั้งไทยต้องไปแก้ไขข้อกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับกลุ่มประเทศสมาชิก TPP ด้วย

ที่สำคัญ การติดตามสถานการณ์รวมทั้งข่าวสารของการเจรจา TPP ของแต่ละประเทศ จะทำให้ไทยประเมินได้ล่วงหน้าว่า ผลกระทบต่อไทยจะมีเรื่องใดบ้าง

ผมเชื่อว่ารัฐบาลไทยตัดสินใจถูกต้องแล้ว ในการเข้าร่วม TPP เพราะน่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต อีกทั้งสหรัฐซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของไทย ก็มีความคาดหวังจากการเข้าร่วม TPP ของไทยด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อเรื่องสำคัญทางเศรษฐกิจ อย่างเช่น โครงการสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) หรือไทยอาจได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในการนำเข้าพลังงานจาก Shale Gas ในราคาถูกจากสหรัฐได้ รวมทั้งสหรัฐอาจพิจารณาสิทธิพิเศษอื่นๆ ให้กับประเทศสมาชิก TPPในอนาคต

จากวันนี้ไป รัฐบาลไทยคงต้องทำการบ้านเรื่อง TPP ให้ละเอียดรอบคอบ และเตรียมความพร้อมในการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยให้มากที่สุด เพราะการที่ไทยจะเข้าร่วม TPP หรือไม่ ย่อมมีผลกระทบต่อไทยในอนาคตอย่างแน่นอน

การลงเรือลำเดียวกันกับประเทศสมาชิก TPP อื่นๆ ที่มีหัวเรือเป็นสหรัฐอเมริการัฐบาลไทยคงต้องมั่นใจว่า เรือลำนี้จะขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมกันในอนาคตครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ