
ชี้ACIAเอื้อลงทุน
ระงับข้อพิพาทธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ห่วงนักลงทุนไทยยังรู้จักน้อย
ระงับข้อพิพาทธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ห่วงนักลงทุนไทยยังรู้จักน้อย
ไอทีดีชี้ความตกลงการลงทุนอาเซียน ช่วยปกป้องธุรกิจไทยห่วงนักธุรกิจยังรู้จักน้อย
นายวัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ รองผู้อำนวยการวิชาการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) กล่าวภายในงานสัมมนาเรื่อง “โอกาสและอุปสรรคการลงทุนภายใต้ความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (ACIA) ว่า จากการศึกษาพบว่าข้อตกลงฉบับนี้เปิดโอกาสให้กับธุรกิจไทยขยายการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน โดยมีหลักประกันที่มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นฐานรองรับการลงทุนที่ครบวงจรมากขึ้น
“ประเทศไทยค่อนข้างมีความได้เปรียบ เนื่องจากมีระบบโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งที่ดีกว่ากลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี รวมถึงอินโดนีเซีย นอกจากจะทำให้ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มากขึ้นแล้ว ยังเกิดการจ้างงานที่มากขึ้น รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาคุณภาพแรงงานให้ด้วย” นายวัชรัศมิ์ กล่าว
ทั้งนี้ ช่วง 34 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจไทยมีแนวโน้มไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น โดยมูลค่าการออกไปลงทุนต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้น 8.2% จาก 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2553 เป็น 1.19 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในปี 2555 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในประเทศอาเซียน
นายวัชรัศมิ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่จะได้เปรียบในการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน คือ อุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากอย่างอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม โดยประเทศเป้าหมายคือ ประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมถึงอินโดนีเซียซึ่งมีทั้งแรงงาน ทรัพยากรและตลาดรองรับ
ด้าน น.ส.กรกรัณย์ ชีวะตระกุลพงษ์ นักวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า แรงผลักดันที่ทำให้ธุรกิจไทยต้องขยายการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่มซีแอลเอ็มวีคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนแรงงานระดับปฏิบัติการ ค่าแรงสูงขึ้น รวมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการอิ่มตัวในการจัดตั้งบริษัทใหม่ ที่เริ่มขยายตัวลดลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
“ACIA จะช่วยปกป้องนักลงทุนในเรื่องของการช่วยระงับข้อพิพาทที่เกิดจากการทำธุรกิจได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดเล็กและอุตสาหกรรมที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ทั้งนี้ที่ผ่านมานักธุรกิจไทยให้ความสนใจน้อยมาก เพราะมีบทบาทจูงใจน้อยกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี
พร้อมกันนี้ คณะวิจัยได้เสนอแนะว่า ในระยะสั้นควรเพิ่มบทบาททูตพาณิชย์ในการให้ข้อมูลการลงทุนเชิงลึกมากขึ้น ควรทำอนุสัญญาภาษีซ้อน สนับสนุนเบี้ยประกันให้กับนักลงทุนขนาดกลางและเล็กในธุรกิจที่มีความเสี่ยง ช่วยเหลือแหล่งทุนให้แก่เอสเอ็มอี และตั้งคลัสเตอร์ของผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นหน้าด่านในการให้ข้อมูลลงทุน ส่วนระยะยาวต้องปรับโครงสร้างองค์กร เพิ่มบทบาทภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในการเป็นหัวหอกเข้าไปลงทุน รวมทั้งเพิ่มแรงจูงใจทางภาษีให้กับธุรกิจที่ไปลงทุนต่างประเทศ







