
ความปลอดภัย
เหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินลาวแอร์ไลน์ตกกลางแม่น้ำโขง จนทำให้ผู้โดยสาร 49 คนเสียชีวิต
เหตุการณ์เครื่องบินของสายการบินลาวแอร์ไลน์ตกกลางแม่น้ำโขง จนทำให้ผู้โดยสาร 49 คนเสียชีวิต ไม่เพียงแต่เป็นอุบัติเหตุทางอากาศครั้งร้ายแรงของลาว แต่ยังเป็นภาพสะท้อนถึง “ความปลอดภัย” ท่ามกลางอุตสาหกรรมการบินที่กำลังบูมมากในภูมิภาคนี้
จากข้อมูลของเครือข่ายความปลอดภัยด้านการบินพลเรือน พบว่ามีจำนวนอุบัติเหตุทางอากาศที่รุนแรงเกิดขึ้นในลาว 30 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2493 และเพิ่งเริ่มดีขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับพม่าที่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยทางอากาศ แต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในยุครัฐบาลทหาร โดยหนล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2555 สายการบินแอร์บากัน เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกในวันคริสต์มาส
สายการบินโลว์คอสต์ของอินโดนีเซีย ไลอ้อนแอร์ ก็ไถลรันเวย์จนตกทะเลที่เกาะบาหลีเมื่อเดือน เม.ย. แม้แต่การบินไทยก็เพิ่งเกิดเหตุเครื่องบินเส้นทางกว่างโจวสุวรรณภูมิไถลออกนอกรันเวย์เมื่อเดือนที่แล้ว
ล่าสุด เพิ่งมีข่าวสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ส เกิดเหตุล้อหน้าของเครื่องบินหลุดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุและกัปตันก็ไม่รู้ตัวจนกระทั่งนำเครื่องลงจอด
ชูคอร์ ยูซอฟ นักวิเคราะห์ของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ระบุว่า มาตรฐานด้านความปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและสายการบิน โดยสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยมากสุด แต่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า ยังต้องเร่งพัฒนาเรื่องนี้
เพราะประเทศอาเซียนเหล่านี้ยังขาดความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงบุคลากรที่จะรองรับอุตสาหกรรมการบินที่เติบโตอย่างมาก โดยส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวรวดเร็ว
กรณีของพม่าสะท้อนภาพได้เป็นอย่างดี เพราะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างก็หลั่งไหลเข้าไปในประเทศเป็นจำนวนมาก หลังเปิดประเทศไม่นาน สวนทางกับโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานาน จนรัฐบาลต้องเตรียมพัฒนาและขยายสนามบินนานาชาติย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ รวมถึงเตรียมสร้างสนามบินแห่งใหม่เพิ่ม เพื่อรองรับจำนวนนักเดินทางที่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ว่ากันว่าจำนวนอุบัติเหตุทางอากาศในพม่าสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกถึง 9 เท่า
ข้อมูลจากศูนย์กลางการบินเอเชียแปซิฟิก (CAPA) ระบุว่า การจราจรทางอากาศในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย พม่า กัมพูชา และลาว ที่ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวและจำนวนประชากรกลุ่มคนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนิยมเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้นกว่าอดีต
โดยจำนวนที่นั่งรวมในอุตสาหกรรมการบินเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา อยู่ที่สัปดาห์ละ 5.6 ล้านที่นั่ง และทุกประเทศในอาเซียน ยกเว้น บรูไนมีการเติบโตในระดับเลข 2 หลัก
สายการบินต้นทุนต่ำ อาทิ แอร์เอเชีย เจ็ทสตาร์ และไทเกอร์แอร์เวย์ส มีสัดส่วนราว 50% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน
เป็นธรรมดาที่เมื่อการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เพิ่มตามไปด้วย
หมายความว่า ประเทศในอาเซียนจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร เพื่อรองรับการเดินทางทางอากาศที่ขยายตัว รวมไปถึงระบบต่างๆ ที่จะช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ
เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ “ความปลอดภัย” ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคนี้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ความทันสมัยของเครื่องบิน หรือบริการเรียกแขกประเภทจอทีวีดิจิตอล หรือเมนูอาหารสุดพิเศษ ที่สายการบินต่างๆ โหมโปรโมตแข่งกัน







