
อุตฯปลาป่นป่วยเร่งสร้างมาตรฐานรับค้าเสรี
แม้ว่าโลกยุคใหม่จะทำให้เกิดธุรกิจการค้าข้ามประเทศที่เสรีมากขึ้น ทว่ากลับกลายมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี)
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
แม้ว่าโลกยุคใหม่จะทำให้เกิดธุรกิจการค้าข้ามประเทศที่เสรีมากขึ้น ทว่ากลับกลายมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) ใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกการค้ามากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อยู่ในภาคประมง และไทยมักถูกจับตามองว่าใช้แรงงานผิดกฎหมาย นำไปสู่ข้ออ้างในการกีดกันทางการค้า
ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมงทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่อุตสาหกรรมปลาป่นที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ถูกพูดถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบมากจากคู่ค้าในประเทศสหภาพยุโรป ที่ระบุว่าสินค้าประมงทุกชนิดที่ส่งเข้าไปขายในยุโรปจะต้องมีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ถูกกฎหมาย นั่นหมายรวมถึงอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็งกุ้ง อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ที่เป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่อยู่ในห่วงโซ่ต้องได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน
สงวนศักดิ์ อัครวรินทร์ชัย นายกสมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย กล่าวว่า ปัญหาของเราคือ จะทำอย่างไรให้เกิดการบันทึกถึงแหล่งที่มาวัตถุดิบ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับต่างประเทศได้ เพราะที่รู้กันดีว่าไต้ก๋งเรือประมงเล็กๆ ของไทย ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ ความเข้าใจ พอจะบันทึกข้อมูล ว่า จับเมื่อไหร่ ที่ไหน ใช้เครื่องมืออะไรในการจับ เรือที่จับลำไหน มีชื่ออะไร และแรงงานที่จับปลานั้นเป็นใคร มาจากไหน นี่จึงเป็นปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขร่วมกัน
“ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมปลาป่นมาจากที่มาของวัตถุดิบ ส่งผลกระทบไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำคือเรือประมง กลางน้ำ คือ โรงงานปลาป่น และปลายน้ำ คือ โรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมาโรงงานอาหารสัตว์ก็ได้เรียกร้องให้ทางสมาคมผู้ผลิตปลาป่นเร่งทำใบรับรองนี้ออกมาให้ได้” สงวนศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ มีสมาชิกโรงงานปลาป่นขนาดใหญ่ที่ผ่านมาตรฐาน GMP แล้วกว่า 60 แห่ง จากจำนวนโรงงานปลาป่นทั้งหมดกว่า 70 แห่ง ขณะที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลและโรงงานผลิตอาหารสัตว์ต่างก็มีการพัฒนามาตรฐานโรงงานอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่การแก้ปัญหาและแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมด้วยการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ร่วมกันเรื่องของการจ้างแรงงานที่ถูกกฎหมาย
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมปลาป่นปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับกำลังการผลิตรวมที่อยู่ในระดับ 5 แสนตัน โดยปีนี้คาดว่าจะสามารถส่งออกได้ประมาณ 1.11.2 แสนตัน ตลาดส่งออกส่วนใหญ่คือ เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน
ด้านราคาซื้อขายปลาป่นในตลาดภายในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 2730 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาส่งออกปลาป่นในตลาดต่างประเทศจะได้ราคาสูงกว่าราคาในประเทศเฉลี่ย 23 บาทต่อกิโลกรัม
“แม้ว่าขณะนี้แหล่งวัตถุดิบในประเทศเองก็มีปัญหาขาดแคลน ปริมาณปลาที่จับได้มีน้อยลง แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปลาป่นยังไม่มีแผนที่จะไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เพราะทุกประเทศก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน รวมทั้งยังมีการปกป้องอุตสาหกรรมประมงในประเทศตัวเองด้วย จึงทำให้แนวโน้มธุรกิจนี้ไม่โต ทำได้แค่ทรงตัว แต่ไม่ถึงตาย” สงวนศักดิ์ กล่าว
ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า โจทย์ของโลกเปลี่ยนไป โครงสร้างการผลิตจะต้องเปลี่ยนตาม ต้องเชื่อมโยงผู้ผลิตทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในสายการผลิตของประมงเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ชาวประมง เรือประมง โรงงานปลาป่น โรงงานอาหารสัตว์ ทุกฝ่ายในห่วงโซ่ต้องตอบความยั่งยืนได้ ขณะที่ต้นทุนของการทำประมงจะเพิ่มขึ้นเพราะจับปลาได้น้อยลง เป็นโจทย์ที่ทุกภาคส่วนต้องพิจารณาต่อว่า หากต้องการให้เกิดความยั่งยืนควรทำให้ชาวประมงมีรายได้ไม่น้อยไปกว่าเดิม
อย่างไรก็ดี จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมประมง กล่าวว่า อาวุธของประเทศไทยที่จะรับมือปัญหาในแวดวงประมงได้ก็คือ “กฎระเบียบ” ไม่ว่าจะเป็นด้านแหล่งที่มาของปลา วิธีการจับปลา หรือด้านแรงงาน ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่รัฐดำเนินการ เป็นคำตอบสำหรับไทยสามารถตอบคำถามประเทศคู่ค้าได้ ซึ่งกรมประมงได้พยายามผลักดันให้เกิดการรับรองมาตรฐาน เช่นที่โรงงานปลาป่นกำลังปรับตัวอยู่ในขณะนี้
การค้าเสรี แม้จะมีโอกาสมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีข้อจำกัด กฎ ระเบียบต่างๆ ที่ต้องยอมรับทั่วกัน หากไม่ปรับตัวตามอาจตกขบวนได้







