
พันตายัน บุ๊กช็อป ช็อปที่เป็นมากกว่าร้านหนังสือ
หากลองสุ่มถามความเห็นของเจ้าของธุรกิจ เชื่อได้ว่าร้อยทั้งร้อยต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
หากลองสุ่มถามความเห็นของเจ้าของธุรกิจ เชื่อได้ว่าร้อยทั้งร้อยต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป้าหมายหลักของการลงทุนลงแรงประกอบการธุรกิจ คือ การแสวงหาผลกำไรสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเหมารวมได้ว่าทุกธุรกิจต่างมีเป้าหมายสูงสุดเดียวกันทั้งหมด เพราะสำหรับ พันตายัน บุ๊กช็อป เชนร้านหนังสือภายใต้การบริหารของบริษัท ซีวีซี ซูเปอร์มาร์เก็ต เชนค้าปลีกขนาดใหญ่แดนตากาล็อก กลับตั้งเป้าหมายที่ต่างออกไป คือ ต้องการใช้ธุรกิจเป็นตัวกลางเพื่อพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
ดังความหมายของชื่อ พันตายัน ที่มีความหมายว่า “ร้านของช่างตีเหล็ก” เนื่องจากต้องการจะสื่อว่า ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นสถานที่ลับคมจิตใจและสมองของเด็กรุ่นใหม่ให้เติบโตไปเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมต่อไป เฉกเช่นกับช่างตีเหล็กที่สามารถตีแผ่นเหล็กธรรมดาๆ ให้เป็นดาบแหลมคมและแข็งแกร่งได้นั่นเอง
จากเป้าหมายนี้เอง จึงทำให้การบริหารธุรกิจของพันตายัน บุ๊กช็อป แตกต่างจากธุรกิจร้านหนังสือทั่วไป เพราะพนักงานทุกคนในร้านจะทำงานภายใต้หลักการเดียวกัน คือ “ใช้ใจแลกใจลูกค้า” เป็นสำคัญ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นสปิริตของพนักงานร้านที่รวบรวมเงินกันเพื่อให้สองพี่น้องมีเงินพอซื้อหนังสือเล่มที่ชอบได้ หรือแม้แต่ผู้จัดการร้านยังเคยตัดงบซื้อเครื่องคิดเลขรุ่นใหม่ เพื่อนำเงินให้กับกลุ่มครูในเมืองที่ขาดแคลนเงินเพื่อเข้าสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอีกด้วย
“เรื่องราวเหล่านี้เป็นเศษเสี้ยวของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงภายในร้านหนังสือพันตายัน” เฮราร์โด คาโบแชน จูเนียร์ กรรมการผู้จัดการ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การให้บริการด้วยใจราวกับลูกค้าเป็นบุคคลในครอบครัวเช่นนี้ คงจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดบุคลากรที่มีเป้าหมายเดียวกัน
“ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจสามารถเติบโตจากการเป็นเพียงร้านหนังสือเล็กๆ ที่มีพนักงานเพียง 5 คน เมื่อปี 1993 จนวันนี้มีพนักงานอยู่ถึง 500 คน คงหนีไม่พ้นการมีทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังที่เข้มแข็ง โดยกว่าครึ่งของจำนวนพนักงานทั้งหมดเป็นลูกจ้างประจำที่อยู่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่มายาวนาน ซึ่ง คาโบแชน จูเนียร์ มองว่า ถือเป็นกลวิธีสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ความพยายามสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งประสบความสำเร็จ
“คุณไม่สามารถคาดหวังว่าธุรกิจจะให้บริการที่ดีและน่าประทับใจได้ หากพนักงานเปลี่ยนไปไม่ซ้ำหน้าทุกๆ 5 เดือน เพราะการสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าจะทำได้ต่อเมื่อมีพนักงานประจำ เพราะพนักงานเหล่านี้จะเข้าใจและรู้จักลูกค้าในพื้นที่แต่ละคนเป็นอย่างดี” กรรมการผู้จัดการพันตายัน แสดงความเห็น
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ คือ นอกจากการให้โบนัสพิเศษประจำปีและการปันผลกำไรจากการประกอบธุรกิจแล้ว พนักงานของพันตายันทุกคนจะได้รับสิทธิการลาโดยรับเงินเดือนสูงสุด 30 วัน หากต้องล้มหมอนนอนเสื่อ แถมยังสามารถลากิจเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่การเป็นพ่อแม่หรือลูกที่ดีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหักเงินแต่อย่างใด
ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่ไม่ได้มีจุดหมายเพื่อมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุด แต่ระหว่างทางยังให้ความสำคัญกับพนักงานและสังคมไปพร้อมๆ กัน จะส่งผลให้พันตายัน ซึ่งในอดีตมีศูนย์กระจายหนังสือให้กับร้านหนังสือในเครือทั่วประเทศพื้นที่เล็กๆ เพียง 500 ตารางเมตร สามารถขยับขยายใหญ่ขึ้นถึง 3,000 ตารางเมตร
ในอนาคต บริษัทยังมีแผนขยายสาขาให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 57 ร้าน เฉพาะบนเกาะลูซอนทางตอนเหนือ และเตรียมขยายไปยังหมู่เกาะวิสายาส์ ทางตอนกลาง ภายในปี 2016 อีกด้วย
“เราอยู่ระหว่างการขยับขยายและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลักฐานที่การันตีว่าธุรกิจที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกอบโกยแต่ผลกำไร ก็สามารถสร้างกำไรทางธุรกิจได้ดีและยั่งยืน” คาโบแชน จูเนียร์ กล่าวทิ้งท้าย







