
หุ้นโหดทริกเกอร์พลาดเป้า
มอร์นิ่งสตาร์ฯยันส่วนใหญ่ผลตอบแทนแย่กองหุ้นไทยเข้าเป้าแค่27%จาก84กองทุน
มอร์นิ่งสตาร์ฯยันส่วนใหญ่ผลตอบแทนแย่กองหุ้นไทยเข้าเป้าแค่27%จาก84กองทุน
มอร์นิ่งสตาร์ ประกาศทริกเกอร์ฟันด์จุก ผลดำเนินงานแย่ ปีนี้เปิดขาย 84 กอง เข้าเป้าไป 23 กอง
นายพีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการจัดอันดับผลดำเนินงานของกองทุนที่กำหนดเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน (ทาร์เก็ตฟันด์) หรือทริกเกอร์ฟันด์ จำนวน 49 กองทุนที่เปิดขายในปีนี้ และยังไม่สามารถปิดกองทุนได้ พบว่า มีทริกเกอร์ฟันด์ถึง 24 กองทุน หรือประมาณ 49% ของทริกเกอร์ฟันด์ที่ยังเปิดขายอยู่มีผลดำเนินงานอยู่ในกลุ่มสุดท้ายเมื่อเทียบกับกองทุนหุ้นทั่วไปในช่วงเวลาเดียวกัน
“ทริกเกอร์ฟันด์ส่วนใหญ่มีผลดำเนินงานค่อนข้างแย่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราบอกมาตลอดว่า ทริกเกอร์ฟันด์เป็นกองทุนที่จำกัดผลตอบแทน แต่ไม่จำกัดการขาดทุน ในขณะที่เก็บค่าธรรมเนียมสูง” นายพีร์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีทริกเกอร์ฟันด์หลายกองทุนที่ครบกำหนดอายุแล้วแต่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย โดยเปลี่ยนไปเป็นกองทุนหุ้นแบบธรรมดา เพื่อเปิดให้นักลงทุนซื้อขายได้เหมือนกองทุนเปิด
ในขณะที่มีทริกเกอร์ฟันด์เพียง 23 กองทุนที่สามารถทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย หรือคิดเป็น 27% จากจำนวน 84 กองทุนที่เปิดขายในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกองทุนที่เปิดขายตั้งแต่ไตรมาสแรก และกำหนดผลตอบแทนประมาณ 8%
“ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีทองของทริกเกอร์ฟันด์เลยก็ว่าได้ โดยตั้งแต่ปีนี้มีออกมาแล้วกว่า 84 กองทุน รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี) ทั้งหมดกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสำหรับกองทุนประเภทนี้ โดยกว่า 80% จะเน้นลงทุนในหุ้นในประเทศไทยและมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ รวมประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท กำหนดผลตอบแทนเป้าหมายประมาณ 78% ขณะที่กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศก็มีออกมามากเช่นกัน 14 กองทุน มีเอ็นเอวีประมาณ 6,000 ล้านบาท” นายพีร์ กล่าว
พร้อมกันนี้ นายพีร์ ยังกล่าวถึง เงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีนี้ว่า มีเงินเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่มีเงินเข้ามาลงทุนในกองทุนหุ้นไทย ไม่รวมกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเข้ามาลงทุนในกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ 3.1 หมื่นล้านบาท และกองทุนหุ้นทั่วไป 1.4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ในปีนี้ยังถือเป็นปีที่ดีสำหรับกองทุนหุ้นต่างประเทศ โดยมีเงินเข้ามาลงทุนในกองทุนหุ้นทั่วโลก 5,700 ล้านบาท และกองทุนหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่นอีก 2,500 ล้านบาท
ในขณะที่ กองทุนทองคำมีเงินเข้ามาเพียง 660 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งลดลงมากเมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีเงินเข้ามาลงทุน 4,400 ล้านบาทในปี 2555 และ 2.3 หมื่นล้านบาทในปี 2554
“เงินไหลออกจากกองทุนทองคำ ซึ่งถือว่า กองทุนทองคำหมดเสน่ห์ไปแล้ว” นายพีร์ กล่าว
สำหรับกองทุน LTF นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาส 3 ปีนี้ แม้จะมีเงินเข้ามาลงทุนในกองทุน LTF ตั้งแต่ไตรมาส 2 และ 3 แต่เมื่อหักลบกับยอดที่ไถ่ถอนออกไปเมื่อไตรมาสแรก ทำให้ยอดเงินลงทุนสุทธิติดลบ 4,270 ล้านบาท
“คงต้องรอดูในไตรมาส 4 ว่า เงินจะไหลเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในไตรมาส 4 จะมีเงินเข้ามาในกองทุน LTF ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และยอดเข้าทั้งปีจะอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท” นายพีร์ กล่าว







