
เรื่องดีๆ เริ่มที่อนาคตของชาติ
ด้วยอัตราการเกิดของประชากรเด็กมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ในทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ทรัพยากรเด็กจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ต้องดูแลส่งเสริม
โดย...อนุสรา ทองอุไร ภาพ บริษัท ดีลอยท์
ด้วยอัตราการเกิดของประชากรเด็กมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ในทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ทรัพยากรเด็กจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ต้องดูแลส่งเสริม ทำให้นโยบายทางด้านกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทในช่วง 34 ปีนี้ของบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ (ดีลอยท์ ประเทศไทย) จะเน้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับเด็กเป็นสำคัญ
สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ (ดีลอยท์ ประเทศไทย) กล่าวถึงนโยบายด้าน CSR ว่า บริษัทได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2542 โดยจะมีการจัดประชุมพนักงานให้ได้พบผู้บริหารเพื่อรับทราบแผนประจำปี รวมทั้งการจัดกิจกรรม CSR ทุกๆ ปี โครงการใหญ่ๆ ที่ผ่านมามีทั้งการสร้างโรงเรียนชาวเขา 2 แห่ง การสร้างห้องแล็บสำหรับเด็กที่มีปัญหาการได้ยิน การทำ Pocket Garden บนถนนสาทร สร้างโรงพยาบาลช้าง คลินิกเต่าทะเล สร้างฝายต้นน้ำ
“แต่ส่วนใหญ่ดีลอยท์จะมีนโยบายให้การสนับสนุนด้านการศึกษาเป็นสำคัญ นอกเหนือจากการจัดโครงการแข่งขันความสามารถด้านทักษะในการบริหารธุรกิจในระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้บริหารและพนักงานดีลอยท์จะร่วมกันจัดกิจกรรมช่วยเหลือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทุกปี ทั้งการปรับปรุงอาคารเรียน โรงอาหาร หรือลานกีฬา พร้อมมอบอุปกรณ์การศึกษา”
สำหรับการสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองบ่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ดีลอยท์ได้พิจารณาคัดเลือกโรงเรียน 3 แห่งในพื้นที่ จ.หนองคาย โดยบริษัทมองเห็นถึงความมุ่งมั่นของครูผู้สอนที่นี่ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่มอบวิชาความรู้แล้ว ยังทุ่มเทเวลา ความรัก ความปรารถนาดีแก่ศิษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้เด็กพิเศษ
สุภศักดิ์ เล่าว่า โรงเรียนบ้านหนองบ่อเป็นโรงเรียนประถมขนาดเล็ก ตั้งอยู่บนพื้นดินที่กว้างขวาง แต่ก็มีอาคารเรียนอยู่เพียงหลังเดียว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนในสังกัด สพฐ.และมีงบประมาณจำกัด ทำให้มีจำนวนครูน้อยด้วย โรงเรียนจึงต้องแบ่งสรรพื้นที่ห้องเรียนสำหรับเด็ก 2 ชั้นใน 1 ห้องเรียน คือ อนุบาล 1 เรียนกับอนุบาล 2 เด็กประถม 1 เรียนคู่กับประถม 2 ประถม 3 เรียนคู่กับประถม 4 และยังต้องเจียดพื้นที่ห้องเรียนอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับเป็นมุมตั้งคอมพิวเตอร์เก่าๆ 5-6 เครื่อง เพื่อตอบสนองนโยบายห้องเรียนอัจฉริยะ ส่วนประถม 5 ก็เรียนคู่กับนักเรียนประถม 6 เวลาสอนนักเรียนและคุณครูต้องสอนทั้งระดับสองชั้น โดยใช้วิธีสอนสลับกันไปครั้งละครึ่งห้อง ซึ่งน่าเห็นใจครูมาก
นอกจากนี้ ในจำนวนเด็กนักเรียนทั้งหมด 82 คน จะมีเด็กพิเศษอยู่ถึง 24 คน แบ่งเป็น เด็กบกพร่องการเรียน 12 คน เด็กบกพร่องทางสติปัญญา 6 คน เด็กบกพร่องออทิสติก 5 คน และบุคคลพิการซ้ำซ้อนอีก 1 คน ซึ่งบางคนต้องเดินทางมาไกลจากตำบลอื่น เพียงเพราะคำปฏิเสธในการรับเด็กพิเศษของสถานศึกษาในพื้นที่ หรือเด็กบางคนมาตามคำแนะนำของแพทย์ผู้วิเคราะห์และออกใบรับรองว่าเป็นเด็กพิเศษ ด้วยแนวทางการสอนที่เปิดเป็นห้องเรียนคู่ขนาน ทำให้เด็กพิเศษที่นี่มีโอกาสเรียนรวมกับนักเรียนปกติ ส่งผลให้พัฒนาการในการเข้าสังคมดีขึ้น เป็นไปตามที่ครูหวัง คือสามารถเอาตัวรอดและใช้ชีวิตได้อย่างปกติเมื่อโตขึ้น ไม่ใช่สิ่งแปลกแยกหรือเป็นภาระต่อสังคม
“แม้การดูแลเด็กพิเศษจะเป็นงานที่ค่อนข้างหนัก แต่ก็เป็นความสุขที่หาไม่ได้และเติมเต็มกำลังใจทุกครั้งที่เห็น เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ความตั้งใจว่าสิ่งที่อบรมมาจะนำมาบอกต่อครูที่เหลือ เพื่อให้ครูทุกคนในโรงเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจต่อเด็กพิเศษ สามารถคัดกรองได้จากการสังเกตพฤติกรรม เช่น เด็กเรียนรู้ได้ช้า บางคนอาจไม่พูดไม่จา หรือบางคนก้าวร้าว รุนแรง ก่อนขอความยินยอมผู้ปกครองในการส่งต่อเด็กให้จิตแพทย์เป็นผู้วินิจฉัย”
แม้กระบวนการเรียนรู้อาจช้าบ้าง แต่ครูที่นี่มั่นใจว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ สำคัญที่จิตใจครูผู้สอนต้องหนักแน่น มีความรักความเมตตาต่อเด็กเป็นพื้นฐาน จึงไม่แปลกใจที่โรงเรียนบ้านหนองบ่อจะได้รับรางวัลมากมายนับไม่ถ้วน สะท้อนถึงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของครูที่มุ่งหวังให้ศิษย์มีความรู้เป็นวิชาติดตัว
สมกับคำขวัญโรงเรียนบนผนังอาคารที่ย้ำว่า นฺตถิ วิชชาสมํ วิตตํ หรือ “ทรัพย์เสมอด้วยปัญญาไม่มี”







