posttoday
"โคว"แนะเอกชนท่องเที่ยวสร้างความแตกต่างเพิ่มจุดแข็ง

"โคว"แนะเอกชนท่องเที่ยวสร้างความแตกต่างเพิ่มจุดแข็ง

11 ตุลาคม 2556

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ไทยโดดเด่นด้านท่องเที่ยว มีจุดแข็งเรื่องบริการ อย่างไรก็ตาม ไม่กี่ปีนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่เคยปิดประเทศ เริ่มเปิดประเทศมากขึ้น และภาคท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ทุกประเทศบุกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจึงต้องเร่งเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจตลอดเวลาเพื่อรับมือ แนวโน้มหนึ่งที่มาแรงคือใช้บริษัทภายนอก (เอาต์ซอร์ส) ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาช่วยเพิ่มศักยภาพธุรกิจ

เดวิท นิโคลาส คีน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคว แบงคอค เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการด้านการวางแผนกลยุทธ์ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ การวางแผนองค์กร การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ โดยมีลูกค้าสำคัญส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว เมื่อธุรกิจเหล่านี้ขยายตัวก็ส่งผลดีต่อบริษัทไปด้วย บริษัทเปิดในไทยมา 17 ปีแล้ว ให้บริการลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจบริการขนาดใหญ่ ไล่ลงไปจนถึงขนาดเล็ก มีสาขาอยู่ในหลายประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดีย และลอนดอน

ปีนี้วางแผนเปิดสาขาเพิ่มในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เซี่ยงไฮ้ จีน กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และฮ่องกง รองรับธุรกิจในเอเชียที่เติบโตแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ไทยยังเป็นสำนักงานใหญ่ และเป็นเป้าหมายหลักที่ทำรายได้ให้กับบริษัท เนื่องจากมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวจำนวนมาก

การดำเนินงานที่ผ่านมาที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยว ได้แก่ สร้างแบรนด์โอโซ่ แบรนด์โรงแรมใหม่ของเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป พัฒนาเว็บไซต์โรงแรมอนันตรา ให้ทันสมัยรองรับการจองห้องพักผ่านเว็บไซต์ รีแบรนด์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และสร้างแบรนด์สายการบินเอเชีย แอตแลนติก แอร์ไลน์ เป็นต้น

“การสร้างแบรนด์ใหม่ หรือรีแบรนด์ ที่บริษัทเข้าไปมีส่วนทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จะดูลึกถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรว่า ควรแต่งกายอย่างไร เพื่อให้สื่อสารอะไร กระบวนการสร้างแบรนด์ให้ลูกค้าแต่ละราย จะเน้นเรื่องความเป็นตัวเอง สร้างพฤติกรรมของแบรนด์ที่ลูกค้าคิดถึงได้ทันทีที่เห็น การวางแผนแต่ละครั้งจะคำนึงถึงตลาดเป้าหมายหลักของลูกค้าเหล่านั้นด้วย” คีน กล่าว

คีน กล่าวอีกว่า ในฐานะที่คลุกคลีกับธุรกิจท่องเที่ยวไทยมานาน มองว่าการท่องเที่ยวไทยประสบความสำเร็จมากในแง่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตรวดเร็ว จากการประเมินนักท่องเที่ยวปีนี้ 22 ล้านคน และเพิ่มเป็น 25 ล้านคนปีหน้า คงเป็นไปได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม มองว่าการเติบโตลักษณะนี้เป็นการเติบโตผิดทาง เพราะจะสร้างปัญหาตามมา เป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่ม แต่ราคาห้องพัก บริการท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

หนทางที่ถูกคือ การท่องเที่ยวไทยควรเน้นเรื่องภาพลักษณ์ท่องเที่ยวที่ยั่งยืนมากกว่า คือนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อมาไทยแล้วมีประสบการณ์ที่ดีกลับไป ทำให้อยากกลับมาเที่ยวอีก ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่าจำนวนคนที่มาเสียอีก

ยิ่งระยะใกล้นี้ไทยกำลังรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยิ่งต้องวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากความปลอดภัย อีกเรื่องที่จำเป็นคือ รวมตัวกันสร้างจุดขายให้พื้นที่ท่องเที่ยว ที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณดีที่ภาคเอกชนรวมตัวกับภาครัฐสร้างแบรนด์ระดับท้องถิ่นให้การท่องเที่ยวพื้นที่ตัวเอง เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา และสมุย เป็นผลดีระยะยาวที่ผลักดันให้ตัวเองมีแบรนด์ต่างจากพื้นที่อื่น ส่วนอีกสิ่งที่ควรทำคือ เร่งอาศัยโอกาสเออีซีขยายธุรกิจไปประเทศในแถบอาเซียน

“หวังว่าการเปิดเออีซีจะเป็นผลดีกับบริษัท เพราะมีโอกาสธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ประเทศอาเซียนน่าจะเรียนรู้ประสบการณ์รวมตัวกันของประเทศแถบยุโรปมามาก น่าจะวางแผนได้ว่าควรรวมตัวอย่างไร ใช้ประโยชน์อย่างไรจากการรวมตัว ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผู้ประกอบการไทยวางแผนธุรกิจเกาะกระแสเออีซี เช่น สายการบิน เปิดเส้นทางบินไปประเทศในอาเซียนมากขึ้น” คีน กล่าว

ในแง่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทยหลังเปิดเออีซีคงเป็นอินโดนีเซีย เพราะปัจจุบันการเมืองอินโดนีเซียเริ่มนิ่ง มีโอกาสดึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น ขณะที่มาเลเซียก็น่าจับตา เพราะรัฐบาลใช้เงินสนับสนุนการท่องเที่ยวมาก

คีน กล่าวอีกว่า แนวโน้มคู่แข่งประเทศอื่นที่มาแรงขึ้น น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยเร่งเพิ่มศักยภาพ นอกเหนือจากการรวมตัวกันเองในพื้นที่ ยังต้องเน้นสร้างความแตกต่างแบรนด์ตัวเองจากผู้ประกอบการรายอื่น เพื่อทำให้ลูกค้านึกถึงและกลับมาใช้บริการอีก

ขณะเดียวกันต้องตื่นตัวเรื่องการใช้สื่อดิจิตอล เว็บไซต์ แอพพลิเคชัน ซึ่งมีส่วนสำคัญมากกับการพัฒนาศักยภาพธุรกิจตัวเอง เพราะยุคนี้นักท่องเที่ยวใช้งานสมาร์ทโฟน ตั้งแต่หาข้อมูล วางแผนท่องเที่ยว ไปถึงจองซื้อที่พัก ตั๋วเครื่องบิน ที่ผ่านมาผู้ประกอบการตื่นตัวมากขึ้น เห็นได้จากจำนวนลูกค้ามาใช้บริการด้านนี้มากขึ้น

ที่ผ่านมาการเมืองเป็นปัจจัยท้าทายท่องเที่ยวไทยตลอด หากการเมืองมีเสถียรภาพ ก็เป็นผลดีต่อภาคท่องเที่ยว แต่ผลดีจะเกิดแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะสู้รายอื่นไม่ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ