posttoday
เออีซีสะเทือนเกษตรไทยเร่งปรับตัว หากไม่อยากล้ม

เออีซีสะเทือนเกษตรไทยเร่งปรับตัว หากไม่อยากล้ม

10 ตุลาคม 2556

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

โดย...สิทธิณี ห่วงนาค

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ คือโอกาสสำคัญของหลายอุตสาหกรรม แต่ท่ามกลางโอกาสที่เปิดกว้าง หากใครปรับตัวไม่ทัน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะคว้าโอกาสทองครั้งนี้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยผลการศึกษาเศรษฐกิจภาคเกษตรเพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซี ซึ่งชี้ชัดประเด็นสำคัญว่า ควรกำหนดตำแหน่งประเทศไทยในเออีซีให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางจัดทำนโยบายให้สอดคล้องเพื่อนำประเทศไปสู่ตำแหน่งดังกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกับประเทศอื่นในอาเซียน พบว่าไทยมีความได้เปรียบด้านการผลิต เนื่องจากความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ที่มีคุณภาพ มีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตและหลังการเก็บเกี่ยว แต่มีจุดอ่อน คือ ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ค่าแรงงานสูง และพื้นที่เกษตรจำกัด

ขณะที่ด้านการแปรรูป ไทยยังได้เปรียบ เพราะมีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย สินค้ามีคุณภาพและหลากหลาย ข้อเสียเปรียบ คือ วัตถุดิบราคาสูง ส่วนด้านการตลาดไทยได้เปรียบจากภาพลักษณ์และคุณภาพสินค้าดี ภาคเอกชนมีประสบการณ์สูง ข้อเสียเปรียบ คือ ต้นทุนการตลาดสูง มีผู้ส่งออกจำนวนน้อย และต้องส่งออกผ่านพ่อค้าคนกลางที่สิงคโปร์

สำหรับตัวเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรนั้น ไทยได้เปรียบในแง่องค์ความรู้ แต่มีข้อเสีย คือ เกษตรกรอายุมาก คนรุ่นใหม่ไม่สนใจทำการเกษตร

ทั้งนี้ ภาคเกษตรไทยจะต้องเร่งปรับตัว ทั้งการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต การผลิตสินค้ามีคุณภาพ การสร้างมาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่การผลิต และผลักดันมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรของไทยเป็นมาตรฐานอาเซียน การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรเฉพาะที่ไม่ต้องแข่งกับสินค้าของประเทศอื่น ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนให้ได้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี และรัฐบาลไทยควรเจรจาให้รัฐบาลอาเซียนให้ความสำคัญกับนักลงทุนของประเทศสมาชิก

ขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่ควรมีการเชื่อมโยงกันทั้งด้านการผลิตและการตลาด เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเกษตรและลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด การใช้วัตถุดิบจากประเทศสมาชิกที่ราคาถูกกว่าและมีคุณภาพ โดยร่วมมือกันระหว่างรัฐกับรัฐ และผลักดันให้สามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการส่งออกของไทยได้

ทั้งนี้ ผลการศึกษารายสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว พบว่าไทยมีพื้นที่ปลูกมากกว่าเวียดนาม 1.54 เท่า แต่ผลผลิตเวียดนามมากกว่าไทย 1.14 เท่า เวียดนามมีผลผลิตต่อไร่ 896 กก. ลาว 680 กก. พม่า 623 กก. ไทย 509 กก. และกัมพูชา 507 กก. มีการแนะนำให้ตั้งหน่วยงานบริหารจัดการข้าวครบวงจร ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ด้านยางพารานั้น ประเทศในเออีซีมีลูกค้าสำคัญรายเดียวกัน คือ จีน โดยทุกประเทศได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากจีน ส่วนกัมพูชาและลาวได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจากเวียดนาม แต่ไทยไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหล่านั้น และปัจจุบันจีนและเวียดนามได้ขยายการลงทุนทั้งการเพาะปลูกและการแปรรูปเบื้องต้นในลาว พม่า และกัมพูชา ส่งผลให้ในอนาคตจีนจะเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพารา ดังนั้นไทยจะต้องลดการพึ่งพาตลาดจีน และเร่งขยายตลาดสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดใหม่คือ แอฟริกาและตะวันออกกลาง โดยการกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อนักลงทุน โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปในภาคอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา และปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

สำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรเพิ่มการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมถึงส่งเสริมการปลูกในพื้นที่เหมาะสม และควรปรับระบบการปลูกให้เหมาะกับการเก็บเกี่ยว เนื่องจากข้าวโพดไทยมักเก็บเกี่ยวในฤดูฝนทำให้มีความชื้นสูง ควรส่งเสริมให้ปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวในช่วงอากาศแห้งให้มากขึ้น และลดปัญหาราคาที่มักผันผวน

ขณะที่ลำไย ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปตลาดจีนและฮ่องกง และตลาดอาเซียน เพราะมีคุณภาพตลาดต้องการ อย่างไรก็ตาม ควรมองหาตลาดใหม่ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ พบว่าในช่วง 2ปีที่ผ่านมา เวียดนามนำเข้าลำไยจากไทยเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ไทยควรปรับแผนผลิตลำไยเพื่อให้ผลผลิตออกมามีชนกับกัมพูชาที่ผลผลิตออกในช่วง ธ.ค-ม.ค. ในขณะที่ลำไยของจีนออกในช่วง ก.ค.-ก.ย. ด้านประมงพบว่าการทำประมงของภาคเอกชนไทยในประเทศพม่า จะสิ้นสุดอายุลงในปี 2557 ภาครัฐโดยกรมประมงควรเร่งดำเนินการเจรจาพับรัฐบาลพม่าเพื่อขอต่ออายุสัมปทานทำประมงรอบใหม่กับภาคเอกชนไทย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ