posttoday
“เมจิกซีซันนิง” ชูรสเงินล้านพลิกพ่อครัว สู่นักธุรกิจระดับโลก

“เมจิกซีซันนิง” ชูรสเงินล้านพลิกพ่อครัว สู่นักธุรกิจระดับโลก

08 ตุลาคม 2556

โมเดลสำเร็จของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่คือการเจาะฐานบ้านตัวเองให้มั่นคง

โดย...วิศวัส ปัญญาวงศ์สถาพร

โมเดลสำเร็จของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนใหญ่คือการเจาะฐานบ้านตัวเองให้มั่นคง ก่อนมองหาตลาดในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีวัฒนธรรมคล้ายกัน ก่อนจะฮึกเหิมผลักตัวเองเป็นบรรษัทข้ามชาติ (มัลติเนชันแนลคอมพานี) ส่งออกสินค้าไปทั่วโลก

“เมจิกซีซันนิง” เป็นธุรกิจร้อยล้านที่เดินตามแนวข้างต้นเป๊ะๆ เริ่มจากพอล พรัตโฮมม์ มีร้านอาหารของตัวเอง ก่อนค้นพบจุดแข็งคือเครื่องปรุงรสแซบสุดอร่อย เมื่อฮึกเหิมจึงลงทุนสร้างโรงงานขนาดมหึมาในนิวออร์ลีนส์เพื่อผลิตเครื่องปรุงชูรสกว่า 27 ชนิด ก่อนจะฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ตำรับลับไปได้ 37 ประเทศทั่วโลก สร้างมูลค่าเฉพาะการส่งออกคิดเป็น 25% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท

ย้อนความหลังครั้งรุ่งเรือง ตั้งแต่ปี 1980 ชาวอเมริกันคนไหนที่แวะมาเที่ยวรัฐลุยเซียนามิแคล้วต้องแวะมาชิมอาหารรสแซบจากร้าน เคพอล หลุยเซียนา คิตเชน ของพรัตโฮมม์เป็นประจำ เพราะอาหารตำรับลับของเขาการันตีความอร่อยด้วยการกวาดรางวัลอาหารเลิศรสมาแล้วทั่วสหรัฐ แม้แต่อดีตผู้นำอย่าง โรนัลด์ เรแกน และจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังเคยแวะมาลิ้มลอง

แต่เมื่อต้องกลับมาทำธุรกิจในเมืองห่างไกลความเจริญอย่างนิวออร์ลีนส์ พรัตโฮมม์จึงต้องควักไม้เด็ดเอาสูตรเครื่องเทศชูรสของร้านมาขายแทนการเปิดภัตตาคารที่มีลูกค้าน้อยรายลงทุกวัน

“ลูกค้ามักถามหาเคล็ดลับความอร่อยเวลาทานอาหารในร้าน เราจึงมักเสนอผงชูรสเป็นของกำนัลฟรี เพราะราคาถูก” พรัตโฮมม์ กล่าวและว่า แม้วัตถุดิบในการทำสูตรลับอาจดูยุ่งยากเสียหน่อย โดยหลายครั้งต้องใช้ส่วนผสมพิสดารของออริกาโนจากประเทศตุรกี แซสซาฟราแอสจากเทือกเขาแอปพาเลเชีย และพริกเผ็ดร้อนจากรัฐลุยเซียนา แต่แท้จริงแล้ววัตถุดิบทั้งหมดมีราคาถูกแสนถูก

ความนิยมในเมจิกซีซันนิงเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐนิวออร์ลีนส์ ทำให้ พรัตโฮมม์ คิดการใหญ่อยากส่งออกผลิตภัณฑ์ไปต่างประเทศ จุดหมายแห่งแรกที่ พรัตโฮมม์ หมายตาคือ แดนปลาดิบ เพราะคิดว่าชาวอาทิตย์อุทัยน่าจะคุ้นเคยกับการใช้เครื่องปรุงรสหลากชนิดเป็นปกติ แต่การณ์กลับไม่ง่ายอย่างที่คาด

ด่านแรกที่ “เมจิกซีซันนิง” ต้องเจอคือ ผลิตภัณฑ์ไม่เอื้อต่อการจัดส่ง เพราะขวดแก้วที่หนักอึ้งทำให้เมื่อวางรวมกัน 24 ขวดใน 1 ลัง ค่าจัดส่งเลยแพงจัดเพื่อแก้ปัญหานี้ พรัตโฮมม์ ออกไอเดียเปลี่ยนขวดแก้วเป็นขวดฟอยล์ ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 1 ใน 3 ของขวดแก้ว ผลคือต้นทุนลดฮวบ ทำให้ขายราคาต่ำลงได้อีก

แม้จะผ่านอุปสรรคไปได้หนึ่งเปลาะ แต่ผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่ไม่นิยม “ลองของใหม่” ก็เป็นด่านชั้นสองที่ต้องฝ่าฟัน ในปี 1985 พรัตโฮมม์ ทุ่มงบมหาศาลไปกับการโปรโมตสินค้าในญี่ปุ่น ทั้งจัดบูธ และมีตัวอย่างสินค้าให้ชิมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ (อะแวร์เนส) ให้แก่แม่บ้าน ผลปรากฏว่ายอดขายกระเตื้องขึ้นทีละน้อย ทำให้ พรัตโฮมม์ เริ่มใจชื้นและตัดสินใจทุ่มเงินอีกก้อนจ้าง แอนนา ซูนิกา มาเป็นผู้บริหารฝ่ายการตลาดและการขายระหว่างประเทศ ซึ่งในเวลาต่อมา ซูนิกา กลายเป็นผู้ดูแลเฉพาะส่วนการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียทั้งหมด

ปัจจุบันธุรกิจของ พรัตโฮมม์ เติบโตอย่างน่าชื่นใจ โดยตลาดใหญ่ คือ เม็กซิโก อังกฤษ และญี่ปุ่น ขณะที่อนาคต พรัตโฮมม์ เบนเข็มทิศไปที่ตลาดแดนภารต ซึ่งมีกำลังซื้อมหาศาลแต่แฝงไปด้วยม่านมนต์แห่งวัฒนธรรมอันแตกต่างสุดขั้ว ด่านแรกที่ผู้ประกอบการมะกันรายนี้ต้องเจอ คือ ความแตกต่างด้านกฎหมายนำเข้า มาตรฐานฉลาก และการตรวจคุณภาพอาหาร

แต่ถ้าเทียบกับอุปสรรคที่เคยผ่านมา เรื่องแค่นี้ พรัตโฮมม์ คอนเฟิร์มว่าจิ๊บๆ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค