posttoday
ถึงเวลาที่ตลาดทองไทย?ปรับตัวสู่ความเป็นสากล

ถึงเวลาที่ตลาดทองไทย?ปรับตัวสู่ความเป็นสากล

07 ตุลาคม 2556

โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก

โดย...นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกลุ่มเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก

ตลาดทองคำไทยมีการเจริญเติบโตในรูปแบบของการลงทุนมากขึ้น สอดคล้องกับสภาวะของตลาดโลก และกล่าวได้ว่านักลงทุนของประเทศไทยมีความสนใจและมีความพร้อมที่จะลงทุนในทองคำมากกว่าประเทศอื่นๆ หรือจัดได้ว่าอยู่ในอันดับ 5 ของโลกก็ว่าได้

โดยที่สิงคโปร์เองเริ่มเห็นความสำคัญและพัฒนาจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมา เพื่อที่จะตั้งให้สิงคโปร์เป็น Gold Hub for The World หรือ Asia โดยหน่วยงานนี้จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 เรียกว่าหน่วย IE (International Enterprise) โดยที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการลงทุนในทองคำ ซึ่งมีรูปแบบการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างมากตั้งแต่ปี 2550 หรือปี 2008 หลังจากที่เกิดภาวะฟองสบู่ในสหรัฐอเมริกา โดยที่รัฐบาลสิงคโปร์ร่วมกับภาคเอกชนได้จัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา และการที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามที่จะชักจูงบริษัทซึ่งมีชื่อเสียงในตลาดทองคำทั่วโลก ที่เป็นผู้ซื้อและผู้ขายไม่ว่าจะเป็น ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) ธนาคารเครดิต สวิส (Credit Suisse ) หรือธนาคารยูโอบี (UOB) หรือตัวแทนจากหน่วยงานที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ในการสกัดทองคำให้บริสุทธิ์อย่างเช่น แรนด์ รีไฟเนอรี (Rand Refinery) ต่างๆ ให้ได้เข้ามาตั้งฐานที่ประเทศสิงคโปร์ การจัดตั้งหน่วยงานนี้เพิ่งจะมีรูปร่างในปี 2555 และด้วยความจริงจังและการพัฒนาอย่างมีรูปแบบซึ่งรัฐบาลให้ความสนับสนุน ทำให้สิงคโปร์เริ่มกลายเป็น Hub หรือ Core Investment ในเอเชียไปแล้ว

ในปี 2556 ในเดือนที่แล้วยอดการซื้อขายทองคำของที่ผ่านมา ประเทศสิงคโปร์จัดได้ว่ามียอดสูงสุดในเอเชียใต้ (Southeast Asia) ก็ว่าได้ และเริ่มโดดเด่นมากขึ้น ในฐานะ Trader Gold Investment ในระดับโลก และแน่นอนที่บริษัทใหญ่ระดับ Top Five ของประเทศไทยเริ่มจะถูกชักจูงด้วยการลดภาษีให้ไปตั้งฐานที่สิงคโปร์

ดังนั้น ถ้าองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยยังคงควบคุมการเจริญเติบโตของตลาดทองคำไทย อาจกลายเป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ Cake ก้อนนี้กำลังจะถูกกลืน และจัดตั้งไปสู่ประเทศสิงคโปร์ ทั้งๆ ที่ออร์เดอร์ส่วนใหญ่หรือมากกว่าร้อยละ 50 ในสิงคโปร์มาจากประเทศไทยนั่นเอง

หันมามองตลาดทองคำไทยในเชิงพัฒนาและสร้างสรรค์ความเจริญกันดีกว่า

ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ควรจะหันมาให้ความสำคัญและดูแลในเชิงของการสร้างสรรค์และพัฒนามากกว่าที่จะมองในเชิงของการควบคุมจัดการ เพราะสร้างความวุ่นวายให้กับระบบการเงินของประเทศที่เป็นแนวคิดในเชิงลบ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนให้การซื้อขายทองคำมีหน่วยเป็น USD แทนหน่วยไทยบาท ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ต่อผู้ซื้อและผู้ขาย หรือจะเป็นประชาชนและนักลงทุนทั่วไปสามารถลงทุนได้ง่ายในทิศทางเดียว รวมทั้งดีต่อฝ่ายตลาดการเงินที่จะพัฒนาต่อไปในโลกของ AEC ซึ่งแน่นอนย่อมจะลดแรงกดดันของการกระทบกระเทือนไปสู่เสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งได้รับการกล่าวถึงพอสมควรในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอให้มองตลาดลงทุนทองคำของไทย|ในเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาที่จะนำไทยไปสู่ Gold Investment Hub Of AEC แห่งเอเชียหรือของโลก

วิเคราะห์ราคาทองคำ

ตลาดทองคำในขณะนี้เรียกว่ามีการแกว่งตามสภาพข่าวของการขยายเพดานหนี้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ราคาทองคำมีการเคลื่อนตัวรุนแรง และแกว่งตัวทั้งขึ้นและลงสลับกันเป็นรายวันก็ว่าได้ โดยการแกว่งตัวนั้นเกิดครั้งละมากกว่า 20 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทำให้ราคาทองคำของไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นและลงครั้งละกว่า 300 บาทต่อบาททองคำ ในขณะที่ยังคงมีแรงซื้อหนาแน่น เมื่อราคาอ่อนตัวลงมา

สิ่งที่นักลงทุนจะต้องปรับตัวให้ได้ก็คือ การเข้าใจในการบริหารความเสี่ยงเมื่อราคาทองคำได้เปลี่ยนผันไปตามสภาพของข่าวที่มากระทบ และสรุปในประเด็นได้ว่า ถ้าภาวะการขยายเพดานหนี้จบลงด้วยดี หรือคลื่นลมทางการเงินแบบนี้สงบไป โอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวลดลงและหลุดแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,300 เหรียญสหรัฐ น่าจะมีอยู่สูงมาก

ในทางกลับกัน ถ้าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นหรือพุ่งขึ้นมาได้ ก็ต้องเกิดจากการที่เพดานหนี้ไม่สามารถที่จะขยายหรือตกลงกันได้โดยสิ้นเชิง นั้นหมายถึงจะต้องเกิดภาวะวิกฤตการณ์ทางการเงิน คล้ายๆ กับช่วงที่เกิดในปี 2008 อีกครั้งหนึ่ง และน่าจะเป็นระเบิดลูกใหญ่ทางการเงิน ถ้าเป็นเช่นนั้นซึ่งในขณะนี้ตลาดโดยรวมทั่วๆ ไปก็ไม่คิดว่าจะเกิด น่าจะเป็นเพียงแค่เกมทางการเมืองของพรรครีพับลิกันกับเดโมแครตเท่านั้นเอง

วิเคราะห์ราคาทองคำทางเทคนิค

ราคาทองคำยังคงเคลื่อนตัวในแนวโน้มขาลงในระยะกลางและยาว ในขณะที่ในระยะสั้นเป็นรายวันมีการแกว่งตัวชนิดไร้ทิศทางครั้งละ 20-30 เหรียญสหรัฐต่อครั้งต่อวัน ราคาทองคำจึงเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทางเป็น Sideways ในกรอบ 1,310-1,340 เหรียญสหรัฐ หรือในกรอบราคาทองคำไทยระหว่าง 19,300-19,900 บาท

กลยุทธ์การลงทุนที่สำคัญ

ยังเป็นแบบกลยุทธ์ Wait and See ทำสภาวะ Portfolio ให้เหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงที่พร้อมจะเกิดขึ้น ตามเนื้อข่าวที่เข้ามาการจะทำกำไรในระยะสั้นนักลงทุนสามารถทำได้โดยง่าย แต่แน่นอนต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงจากราคาที่แกว่งมาก เป็นผลตอบแทนที่จะต้องเข้าเร็วออกเร็วและมีกฎในการลงทุนอย่างแข็งแรง จึงจะสามารถเอาชนะการลงทุนในตลาดแบบนี้ได้

Mts Gold จึงมุ่งย้ำให้นักลงทุนมีหลักในการวิเคราะห์และการบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้องเหมาะสมภายใต้กรอบของการมีวินัยในการลงทุนที่ดีอยู่เสมอ

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย