
การเมืองสหัฐยืดเยื้อ
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบค่อนข้างกว้าง ระหว่าง 31.00-31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินที่เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยปกติหมายถึงความผันผวนที่จะตามมาเป็นเงาตามตัว ในสัปดาห์นี้ ประเด็นที่ตลาดจะจับตาอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องของการตกลงเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐ ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยยิ่งความยืดเยื้อมีเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ก็จะสร้างความกังวลให้แก่ตลาดการเงินโลกมากเท่านั้น
เราขอเริ่มจากการเล่าเหตุการณ์อย่างคร่าว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์ก่อน ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ในเรื่องงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาลสำหรับปีงบประมาณใหม่ ซึ่งปกติแล้ว เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี ทำให้สหรัฐฯ ไม่มีเงินไปใช้จ่ายในกิจการของรัฐ และก่อให้เกิดการปิดทำการของรัฐบาลลง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นมา
ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจถูกปิดทำการลง โดยพนักงานของรัฐไม่ได้รับเงินเดือนในวันที่รัฐบาลปิดทำการ บางคนอาจถามว่า แล้วมีนัยสำคัญอย่างไร โดยปกติแล้วทุกวันศุกร์ต้นเดือน นักลงทุนจะรอดูตัวเลขสำคัญจากตลาดแรงงาน ซึ่งก็คือ การจ้างงานนอกภาคเกษตร เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตัวเลขตัวนี้ถูกเลื่อนการรายงานออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งนั่นก็ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า แนวโน้มการปรับลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางสหรัฐ ภายในสิ้นปีนี้ได้ปรับลดลงไปมาก เพราะเฟดเคยกล่าวไว้แล้วว่าจะใช้ตัวเลขตัวนี้ในการประเมินว่าจะลดมาตรการ QE หรือไม่ และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างได้รับการสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม เราอาจเห็นการเปลี่ยนแนวโน้มการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้อีกครั้ง เพราะยิ่งรัฐบาลสหรัฐยืดเยื้อเรื่องการเจรจาเรื่องงบประมาณมากเท่าใด ก็จะทำให้สหรัฐเข้าใกล้เส้นตายของเพดานหนี้ของประเทศมากเท่านั้น และนั่นอาจสร้างความหวาดกลัวให้แก่ตลาด และอาจเห็นนักลงทุนเข้าไปกอดสินทรัพย์ปลอดภัยเอาไว้อีกครั้ง โดยวันที่ 17 ต.ค. ถือเป็นวันเส้นตายของสหรัฐ และหากไม่มีการปรับเพดานหนี้ขึ้น จะทำให้สหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ที่ตนเองก่อไว้ได้ และจะตกอยู่ในฐานะผู้ที่ผิดชำระหนี้ ขณะที่มีการประมาณการจากหลายสำนักว่า ยิ่งรัฐบาลสหรัฐปิดทำการนานเท่าใด ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อจีดีพีมากเท่านั้น
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินทุนจากต่างประเทศยังไหลเข้ามาสู่ตลาดพันธบัตรไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยเป็นจำนวนสุทธิ 4,600 ล้านบาท การไหลเข้ามาของเงินทุนช่วยส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลผ่านพันธบัตรปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับลดลงกว่า 0.07% มาอยู่ที่ 3.88% จากแรงซื้อของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
เนื่องจากนักลงทุนคาดว่าผลกระทบจากการปิดทำการของรัฐบาลจะมีวงจำกัด และยังคงมองโลกในแง่ดีว่าข้อสรุปจากสภาสหรัฐจะมีขึ้นในไม่ช้า สำหรับตลาดหุ้นกู้ในตลาดแรกกลุ่มวัสดุก่อสร้างมีการเสนอขายหุ้นกู้ อายุ 4 ปี อันดับเครดิต A อัตราดอกเบี้ย 4.25% จำนวนที่เสนอขาย 2 หมื่นล้านบาท โดยเสนอขายผู้ลงทุนทั่วไป และยังมีการเสนอขายหุ้นกู้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อันดับเครดิต A BBB อายุ 4.0-5.5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.49-5.20% และหุ้นกู้กลุ่มธนาคารอายุ 1.5ปี อันดับเครดิต A อัตราดอกเบี้ย 3.48% จำนวน 1,700 ล้านบาท ต่อนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่
สำหรับในตลาดรอง หุ้นกู้ที่มีปริมาณซื้อขายกันมากในสัปดาห์นี้ เป็นกลุ่มอายุประมาณ 1 เดือน อันดับความน่าเชื่อถือ AAA อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 2.68%-2.70% และกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 3.25%-3.27% และกลุ่มอายุประมาณ 3 ปี อันดับความน่าเชื่อถือ A อัตราผลตอบแทนที่ซื้อขายกันประมาณ 4.00%-4.03%
ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 31.15 โดยเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัวตลอดสัปดาห์ เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากตลาดไม่ได้ให้น้ำหนักต่อการปิดทำการอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐมากนัก แต่กลับมองว่าเป็นโอกาสที่มาตรการ QE จะยังคงอยู่ต่อเนื่องและหนุนเรื่องสภาพคล่อง ขณะที่ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจรายเดือน โดยรวมตัวชี้วัดในเดือน ส.ค. บ่งชี้สัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว แต่ยังไม่มีความแข็งแกร่งที่ชัดเจน ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป ตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก ณ วันศุกร์ ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31.28 ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.3524 และช่วงปลายสัปดาห์ปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดรอบ 8 เดือน เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจของยูโรโซนที่ดีกว่าคาด และการคงการทำนโยบายการเงินเช่นเดิมของธนาคารกลางยุโรป พร้อมกับคำมั่นว่าพร้อมที่จะรักษามาตรการผ่อนคลายด้านการเงินมากขึ้นหากมีความจำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปได้ต่อเนื่อง ประกอบกับปัญหาการเมืองในอิตาลีคลี่คลายลงด้วยดี โดยปัจจัยบวกดังกล่าว ช่วยหนุนให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นสูงกว่าระดับแนวต้านสำคัญอย่างระดับ 1.6 ในระหว่างสัปดาห์ ณ วันศุกร์ ค่าเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.3596
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 97.92 และปรับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านการคลังของสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเข้าถือเงินเยนมากขึ้น สำหรับปัจจัยในประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจคงแผนการเพิ่มภาษีการบริโภค จาก ระดับปัจจุบันที่ 5% มาเป็น 8% ในเดือนเม.ย. ปี 2557 โดยคาดว่าจะเก็บรายได้จากภาษีนี้ได้มากถึง 8 ล้านล้านเยนต่อปี ให้แก่รัฐบาล และเพื่อลดผลกระทบเชิงลบของของโปรแกรมภาษีดังกล่าว และได้ออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ มูลค่า 5 ล้านล้านเยนซึ่งรวมเอาการสนับสนุนรายได้ของครอบครัวที่มีรายได้น้อย และการยกเว้นภาษีให้แก่บริษัทที่มีการลงทุนและเพิ่มค่าจ้าง ซึ่งคาดว่าน่าจะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง หนุนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ณ วันศุกร์ เงินเยนอยู่ที่ระดับ 97.15







