
อัพเกรดด้วยสีเขียว
ทุกวันนี้ ผู้คนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายๆ คนยอมที่จะควักเงินจ่ายค่าสินค้าที่แพงขึ้น (อีกเล็กน้อย) เพียงเพื่อซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากโรงงานที่มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้ ผู้คนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หลายๆ คนยอมที่จะควักเงินจ่ายค่าสินค้าที่แพงขึ้น (อีกเล็กน้อย) เพียงเพื่อซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายรับรองด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากโรงงานที่มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ในวันนี้ผู้ผลิตที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมหรือโรงงานที่กระบวนการผลิตไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับและไปไม่รอดในที่สุด
ดังนั้น หลักการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงแต่ประเด็นในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือตัวสินค้าหรือบริการที่จะต้องเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าเป้าหมายด้วย ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการทั่วๆ ไปอีกด้วย
“อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่กลายเป็นความจำเป็นสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ
ตั้งแต่มีการจัดประชุม “Earth Summit” ที่เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2535 ประเทศต่างๆ เกิดการตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นๆ และในปี พ.ศ. 2545 ได้มีการจัดประชุม “Earth Summit” ครั้งที่ 2 ที่นครโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมให้สัตยาบันที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนด้วย
สำหรับภาคอุตสาหกรรมแล้ว มีการตื่นตัวในกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามลำดับ
หลักการและแนวความคิดเรื่อง “อุตสาหกรรมสีเขียว” เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมที่กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยตั้งอยู่บนแนวความคิดสำคัญ เป็น “สองเสาหลัก” คือ การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development)
“อุตสาหกรรมสีเขียว” (Green Industry) ก็คือ อุตสาหกรรมที่ (1) มีการประกอบกิจการที่เน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การประกอบกิจการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (2) มีการประกอบกิจการที่เน้นความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทั้งสองเสาหลักต่างเสริมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในส่วนของการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นพื้นฐานของความก้าวหน้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย
การที่แนวความคิดและกระแสการบริโภคสีเขียว หรือสีเขียวนิยม แพร่กระจายจนระบาดทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวหรืออัพเกรดยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้ทันสถานการณ์ด้วย
หากเรามองจากภาพลักษณ์ทางด้านการตลาด จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์ประกอบที่เน้นเอาความเป็นธรรมชาติหรือด้านชีวภาพนั้น สามารถจะเพิ่มชื่อเสียงให้แก่องค์กร ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายทั้งในส่วนของการค้าทั้งในลักษณะของธุรกิจสู่ธุรกิจ (BusinesstoBusiness) และธุรกิจสู่ผู้บริโภค (BusinesstoConsumer) ได้อีกด้วย
ดังเห็นได้จากกลุ่มธุรกิจที่ขายสินค้าให้กับรัฐบาลบางประเทศจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเพิ่ม “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” เป็นสองเท่าของรัฐบาลนั้นๆ
นอกจากนี้ ผลการวิจัยด้านการตลาดในสหรัฐอเมริกาโดยบริษัท Genencor เปิดเผยว่า กว่าร้อยละ 40 ของชาวอเมริกันจะรู้จักคำว่า “สินค้าจากฐานชีวภาพ” หรือ “Biobased Product” ซึ่งหมายถึงสินค้าเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมที่มีองค์ประกอบทั้งหมดหรือส่วนใหญ่เป็นวัสดุชีวภาพหรือวัสดุจากภาคการเกษตรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
ตัวอย่างของการใช้ผลผลิตจากฐานชีวภาพ อาทิ การผลิตเอทานอลจากข้าวโพดหรืออ้อย การผลิตเทียนไขหรือน้ำมันหล่อลื่นจากถั่วเหลือง การผลิตกระดาษจากต้นสาหรือต้นปอ และพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น โดยร้อยละ 77 ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากฐานชีวภาพดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นทุกที
ปัจจุบันผู้บริโภคเห็นว่าองค์ประกอบของสินค้าที่ทำจากวัสดุชีวภาพสามารถเสริมคุณค่าของตราสินค้าได้ เช่น ขวดน้ำอัดลมของโค้กที่มีส่วนผสมจากอ้อยจะเสริมภาพลักษณ์ทางการตลาดของโค้กที่เน้นความห่วงใยในสุขภาพของผู้บริโภค เป็นต้น
ผลการสำรวจยังเผยให้เห็นว่า ชาวอเมริกันกว่าร้อยละ 83 ให้ความนิยมต่อสินค้าและการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งผู้บริโภคเหล่านี้กลายเป็นผู้สร้างโอกาสทางการตลาดสีเขียวที่มีมูลค่ากว่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี ปัจจุบันจึงมีหลายบริษัทที่เป็นผู้นำในเรื่องของ “ผลิตภัณฑ์สีเขียว” เช่น ฟอร์ด พร็อกเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ยิลเลตต์ และแพนทีน เป็นต้น
ณ วันนี้ แนวความคิดเรื่อง “Green” จึงมีความสำคัญมากขึ้น ผู้ประกอบการทุกประเภทควรจะต้องปรับตัวและยกระดับด้วย “Green” ครับผม!







