posttoday
บลจ.กสิกรชูลูกค้าไว้วางใจ

บลจ.กสิกรชูลูกค้าไว้วางใจ

01 ตุลาคม 2556

มั่นใจแชมป์กองบุคคลสำรองเลี้ยงชีพ 8เดือน‘ไพรเวทฟันด์’โต3หมื่นล้าน

มั่นใจแชมป์กองบุคคลสำรองเลี้ยงชีพ 8เดือน‘ไพรเวทฟันด์’โต3หมื่นล้าน

บลจ.กสิกรไทย ลั่นกอดส่วนแบ่งกองทุนส่วนบุคคลสำรองเลี้ยงชีพอันดับหนึ่งอยู่ ชูลูกค้าไว้วางใจ

นายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่าจะรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ทั้งในธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (ไพรเวทฟันด์) และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ได้

ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2556 นี้ กองทุนส่วนบุคคลของบริษัทมีสินทรัพย์ 6.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.92% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพสินทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลงยังอยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนส่วนบุคคลในปีนี้ค่อนข้างคึกคัก เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเริ่มสนใจมาใช้บริการมากขึ้น รวมถึงมูลนิธิ สหกรณ์ออมทรัพย์ก็หาลู่ทางลงทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับกองทุนที่มีขนาดใหญ่มากกว่า 500 ล้านบาท ปัจจุบันจะใช้บริการ บลจ.มากกว่า 1 รายให้บริหารเงินกองทุน ซึ่งทำให้บริษัทมีโอกาสในการทำธุรกิจมากขึ้น เพราะจากส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ทำให้ลูกค้าก็มีความเชื่อมั่นในบริษัท

บลจ.กสิกรชูลูกค้าไว้วางใจ

 

นายเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนส่วนบุคคลของบริษัทส่วนใหญ่เป็นลูกค้าสถาบันประมาณ 45 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเอกชน โดยช่วงที่ผ่านมาได้บริหารเงินกองทุนของสำนักบริหารหนี้และกองทุนประกันสังคม ส่วนลูกค้าเอกชนสามารถไปเปิดตลาดได้มากขึ้น โดยนำเสนอความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการและสามารถหาจังหวะซื้อขาย เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทเอกชนได้ จากปกติบริษัทเหล่านี้จะซื้อลงทุนแล้วถือจนครบอายุ ขณะที่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ยังค่อนข้างอนุรักษนิยม เพราะไม่ได้หวังผลตอบแทนจากเงินลงทุนส่วนนี้มากนัก เพราะเป้าหมายหลัก คือ การสร้างผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจหลัก

ตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยยังมีแนวโน้มเติบโตที่ดี จากการออกนอกระบบราชการไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จึงต้องบริหารจัดการเงินเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปัจจุบันยังมีมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้จ้าง บลจ.บริหารเงินกองทุนให้ และบางรายที่สนใจ แต่ก็ต้องรอให้สภาพมหาวิทยาลัยอนุมัติก่อน

“ตลาดกลุ่มมหาวิทยาลัยจะเน้นการบริหารเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น จึงจะผสมการลงทุนในหุ้นเฉลี่ยประมาณ 2050% แล้วแต่ระดับความเสี่ยงที่ได้รับ นอกเหนือจากลงทุนตราสารหนี้ เพราะหากจะลงทุนแต่ตราสารหนี้อย่างเดียว ก็จะไม่ต่างไปจากการบริหารเงินเอง” นายเกษตร กล่าว

นายเกษตร กล่าวว่า สำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพถือเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตที่ดีมากในช่วง 5 ปี โดยเติบโตขึ้นมาประมาณ 3 เท่า จากที่เคยมีสินทรัพย์สุทธิ 5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งหากแบ่งตามมูลค่าสินทรัพย์สุทธิจะเป็นฐานลูกค้ารัฐวิสาหกิจ 65% และเอกชน 35%

กลยุทธ์ที่สำคัญในการทำธุรกิจ คือ การสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอในระยะยาวให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้บริหารกองทุนในการต่อสัญญากับฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่เกือบจะทั้ง 100% ในปีนี้ก็เช่นกัน นอกจากนี้บริษัทคงไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ลูกค้ามีการจ้างผู้จัดการกองทุนบริหารร่วม เพราะปัจจุบันฐานลูกค้าของบริษัทก็มีการบริหารร่วมอยู่แล้ว แต่การทำธุรกิจของบริษัทคงไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา เพราะการทำธุรกิจให้ดีต้องให้ธุรกิจสามารถยืนอยู่ได้ เพื่อคุณภาพในการบริหารเช่นเดียวกัน

“ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทมีฐานลูกค้าใหม่เข้ามากว่า 300 บริษัท ซึ่งถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ จากสถิติค่าเฉลี่ยในอดีตจะอยู่ที่ปีละ 200 บริษัท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจเป็นอย่างดี” นายเกษตร กล่าว

บริการลงทุนผ่านนโยบายทางเลือกการลงทุน (Employee’s Choice) บริษัทไม่ได้รุกตลาดนี้มากนัก เพราะขึ้นกับความรู้ความเข้าใจของลูกค้า และส่วนใหญ่ลูกค้าก็มีนโยบายเลือกลงทุนเองอยู่แล้ว รวมถึงบริษัทขนาดเล็กก็จะมาลงทุนผ่านกองทุนร่วมลงทุน (Pooled Fund) แทน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ