
พิษการเมืองเล่นงานเศรษฐกิจ ฉุดมะกัน 'ถังแตก'
“สิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าไม่ใช่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมือง”
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
“สิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าไม่ใช่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมือง” เบอร์นาร์ด โบมอห์ล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัยอีโคโนมิก เอาต์ลุค กรุ๊ป กล่าวกับบลูมเบิร์ก
ตามความเข้าใจของทั่วไปนั้น สหรัฐล้วนแล้วแต่เผชิญวิบากกรรมทางเศรษฐกิจไม่จบสิ้นนับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา และกำลังเผชิญหน้ามรสุมลูกล่าสุดคือ การอภิปรายร่างงบประมาณแผ่นดินปี 2557 และต่อเนื่องด้วยร่างกฎหมายปรับขยายเพดานหนี้ จากระดับปัจจุบันที่ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ทว่าหากพิจารณาดูสถานการณ์อันร้อนระอุในสภาคองเกรส ช่วงรอยต่อก่อนถึงปีงบประมาณใหม่ในวันที่ 1 ต.ค. 2556 นี้ จะสังเกตเห็นได้ว่าสิ่งที่กำลังซ้ำเติมความพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอยู่นั้น ไม่ใช่มรสุมทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ หากแต่เป็น “วิกฤตการณ์ทางการเมือง” ที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเล่นการเมืองไม่แพ้ที่ใดในโลก และเป็นชนวนสำคัญที่สุดที่กำลังซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในเวลานี้
ฝ่ายรัฐบาลพรรคเดโมแครตนำโดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องการให้ฝ่ายค้าน ซึ่งกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ยอมตกลงอนุมัติร่างงบประมาณฉบับใหม่ และอนุมัติการขยายเพดานหนี้เพื่อให้รัฐบาลสามารถก่อหนี้เพิ่มขึ้นได้ท่ามกลางรายจ่ายต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายจ่ายจากการปฏิรูปกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (โอบามาแคร์) ที่เป็นนโยบายชูโรงยุคโอบามา 2 เพื่อช่วยให้ชนชั้นกลางจนถึงคนรายได้ต่ำมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น
ทว่าฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันนั้นไม่ยอมให้ผ่านง่ายๆ โดยตั้งเงื่อนไขสำคัญที่การไม่รับแผนโอบามาแคร์ ซึ่งกำลังจะมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณใหม่วันที่ 1 ต.ค. 2556 นี้เช่นกัน โดยฝ่ายรีพับลิกันและกลุ่มนักธุรกิจมองว่า แผนโอบามาแคร์ก็ไม่ต่างอะไรกับ “เกมการเมืองเพื่อประชานิยม” อย่างหนึ่ง เพราะเป็นการผลักภาระให้กลุ่มคนมีเงินและกลุ่มธุรกิจ เพื่ออุดหนุนชนชั้นกลางและคนยากจนให้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น
สภาล่างนั้นเพิ่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญที่เปิดทางให้อนุมัติงบประมาณได้ทันตามกำหนด แต่ต้องแลกกับการเลื่อนแผนโอบามาแคร์ออกไป 1 ปี ซึ่งมีแนวโน้มที่วุฒิสภาจะไม่รับลูก เนื่องจากฝ่ายของโอบามาเคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการประนีประนอมในแผนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขดังกล่าวอีก
บรรดานักวิเคราะห์ในสหรัฐต่างลงความเห็นส่วนใหญ่ว่า มีแนวโน้มสูงที่สหรัฐจะไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้จนนำไปสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” หรือภาวะที่หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มด้วยว่าสภาคองเกรสอาจไม่สามารถตกลงร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้จนเสี่ยงต่อการทำให้สหรัฐต้อง “ผิดนัดชำระหนี้” เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี เนื่องจากกระทรวงการคลังจะอยู่ในภาวะชอร์ต เหลือเงินสดให้เบิกจ่ายได้ไม่ถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในวันที่ 17 ต.ค. ที่จะถึงนี้
เพราะหากพิจารณาดูสถานการณ์บ้านเมืองอเมริกาวันนี้ ต้องเรียกว่าสุกงอมเหมาะสมที่สุดต่อการกลับมางัดข้อทางการเมืองอีกครั้ง
รัฐบาลภายใต้การนำของโอบามานั้น นับว่าเป็นยุคที่มีการแตกแยกทางการเมืองมากที่สุดครั้งหนึ่งในสหรัฐ โดยเฉพาะรอยร้าวกับกลุ่มขวาจัดในพรรครีพับลิกัน ซึ่งทำให้การพิจารณากฎหมายสำคัญๆ ในสภาคองเกรสมีปัญหามาอย่างต่อเนื่องแทบทุกปี หรือไม่ใช่ครั้งแรกที่มีปัญหาเรื่องเพดานหนี้และร่างงบประมาณ
ทว่าในปีที่ผ่านมาจนถึงช่วงต้นปีนี้ ดัชนีสำคัญๆ และปัจจัยบ่งชี้ต่างๆ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถโงหัวขึ้นมาจากวิกฤตตั้งแต่ปี 2551 ได้แล้วอย่างแท้จริง ทำให้ยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมต่อการงัดข้อทางการเมือง แตกต่างจากสถานการณ์ช่วงปลายปีนี้ที่มีปัจจัยบวกการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น ตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ การผลิต และตัวเลขการว่างงาน
จากการประเมินสภาพเศรษฐกิจโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เบจบุ๊ก) ครั้งที่ผ่านมาระบุว่า เศรษฐกิจอเมริกามีแนวโน้มการเติบโตได้ดีปานกลาง เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์และที่อยู่อาศัย ซึ่งทำให้ตัวเลขการนำเข้าเดือน ก.ค. พุ่งสูงขึ้น 13.3% จากเดือนก่อนหน้าไปอยู่ที่ 3.45 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางการจับตาว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจถึงเวลาเริ่มชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ภายในปลายปีนี้
ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เริ่มลดลงที่สุดในรอบ 5 ปีมานี้ จึงเป็นเวลาอันสุกงอมที่ทำให้ฝ่ายการเมืองสหรัฐพร้อมที่จะกลับมางัดข้อกันอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยเฉพาะฝ่ายรีพับลิกันที่เหลือโอกาสต่อรองเพียง 1 วันก่อนที่แผนโอบามาแคร์จะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติ กับการจัดตั้งตลาดกลางสำหรับให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านการประกันสุขภาพ แน่นอนว่าหากเกมการเมืองครั้งนี้ยืดเยื้อออกไป ก็จะยิ่งซ้ำเติมความพยายามฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้แย่ลง
มีการคาดการณ์ภาวะชัตดาวน์ เนื่องจากไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้นั้น จะส่งผลกระทบทันทีต่อลูกจ้างของรัฐเกือบ 9 แสนคน จากทั้งหมดกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ ที่จะไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างชั่วคราวจนกว่าจะมีการผ่านงบออกมา หน่วยงานต่างๆ ที่ไม่ถือว่าเป็นภารกิจจำเป็นเร่งด่วน เช่น พิพิธภัณฑ์ และโครงการจัดซื้อจัดจ้างหลายรายการจะถูกพักยกทันที จนกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนตามมา
หากเลวร้ายกว่านั้นโดยมีการเล่นเกมการเมืองยื้อนานกว่าที่คาดจนล่วงเข้าสู่กลางเดือน ต.ค. ถ้าหากรัฐบาลไม่ออกมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าออกมา สหรัฐก็จะเผชิญการผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งเจ้าหนี้หลักของสหรัฐก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย ที่เป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่
ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กระทบต่อการกู้ยืมของภาคธุรกิจ ส่งผลต่อการค้าการลงทุนสหรัฐตามมาทันทีเช่นกัน และกลายเป็นปัจจัยลบครั้งใหม่ที่เขย่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจโลกไปด้วย
อย่างไรก็ตาม หากสามารถผ่านพ้นไปได้ในครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเพียงการผ่าทางตันชั่วคราวเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา
จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่ การเมืองสหรัฐที่แตกแยกอย่างหนักก็จะทำให้เกิดภาวะต่อรอง “เขย่าอเมริกาสะท้านโลก” ในสภาคองเกรสเช่นนี้ต่อไปไม่ต่างกัน







